Thursday, June 13, 2013

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ 10 ประการของ วิลเลียม เจ โอ'นีล

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ 10 ประการของ วิลเลียม เจ โอ'นีล (ผู้ก่อตั้ง นสพ. Investor's Business Daily, สมาชิกตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กที่มีอายุน้อยที่สุด, ผู้คิดค้นกลยุทธ์การลงทุนแนว CANSLIM)

1. วิธีคิดของคุณคือทุกสิ่งทุกอย่าง : จงคิดในเชิงบวก คิดถึงความสำเร็จ ไม่ใช่ความล้มเหลว จงตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมเชิงลบ

2. กำหนดความฝันและเป้าหมาย : เขียนเป้าหมายของคุณลงในกระดาษและออกแบบแผนการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น

3.ลงมือทำ : เป้าหมายจะไม่มีประโยชน์ถ้าไม่ลงมือทำ อย่ากลัวที่จะเริ่ม จงลงมือทำ

4.อย่าหยุดเรียนรู้ : กลับไปเรียนหนังสือ อ่านหนังสือ หรือเข้ารับการอบรมทักษะใหม่ ๆ

5.ขยันและไม่ยอมแพ้ : ความสำเร็จเป็นเหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งเร็ว เพราะฉะนั้นจงอย่ายอมแพ้

6. เรียนรู้การวิเคราะห์รายละเอียด : ค้นหาความจริง รวบรวมข้อมูล เรียนรู้จากความผิดพลาด

7. จดจ่อกับเวลาและเงินของคุณ : อย่าให้ใครหรือสิ่งใดทำให้คุณวอกแวก

8. ไม่กลัวที่จะทำสิ่งใหม่ กล้าที่จะแตกต่าง : การเดินทางตามผู้อ่น คือหนทางสู่การเป็นอะไรที่ธรรมดาหรือ "งั้นๆ"

9. สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ : คนเราไม่สามารถอยู่คนเดียว จงเรียนรู้ที่จะเข้าใจและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น

10. จงซื่อสัตย์ เชื่อใจได้ รับผิดชอบ : มิฉะนั้นแล้ว ข้อ 1-9 ก็ไร้ความหมาย

ที่มา : หนังสือ Frobes BEST BUSINESS MISTAKES


copy มาจาก Facebook https://www.facebook.com/snilket/posts/10151679924876469

Sunday, June 9, 2013

ธนาคารควรปล่อย Housing Loan อย่างไร

ธนาคารปล่อย Housing Loan อย่างไร

สมมุติอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง MRR = 7%
มีลูกค้าที่อยากกู้บ้าน 1000 คน


1. ธนาคารปล่อยกู้บ้าน เฉพาะคนที่เหมาะสม ตามสมมุติฐานดังนี้
  • คนกู้บ้านต้องมีอาชีพที่มั่นคง (แพทย์ อัยการ ผู้พิพากษา รัฐวิสหกิจชั้นดี เอกชนTop100)
  • ทำประกันชีวิต
  • บ้านมีมูลค่าพื้นฐานสูงกว่าจำนวนเงินที่ขอกู้
รวมแล้วประมาณ 400 คน ที่อัตราดอกเบี้ย MRR - 2%  โดยมีข้อเสียคือ ใช้เวลานาน ช้า และ บางคนไม่สามารถกู็ได้


2. ธนาคารปล่อยกู้บ้าน ทุกคน ตามสมมุติฐานดังนี้
  • ธนาคารมีการดูแล model ที่เหมาะสม เช่น 
    • ประชากรเมืองนี้ default rate 80% 
    • recovery value 70%
  • มีการปรับดอกเบี้ยสูงเพื่อชดเชยความเสี่ยง
รวมแล้วประมาณ 950 คน อัตราดอกเบี้ย MRR - 0.5% มีข้อดีคือ ปล่อยกู้ทุกคน สะดวก รวดเร็ว ชื่อเสี่ยงดี

อาจจะแปลกดี ที่เราเห็นแนวทางการทำงานทั้ง 2 แบบในประเทศไทย  และแปลกดี ที่ลูกค้าบางครั้งไม่ทราบว่า แบบที่ 1 และ 2 แตกต่างกันอย่างไร แต่มักจะชอบไปแบบที่ 2 ทั้งๆที่จ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าเยอะ

แบบไหนดีกว่ากัน แบบที่1 หรือ แบบที่ 2 ??

สมมุติ ปล่อยกู้บ้านเยอะๆ ให้กู้ทุกคน ไม่ต้องคิดมาก 3วันเอกสารครบเรียบร้อยปล่อยแน่
อัตราดอกเบี้ยแพงๆ ให้ดอกเบี้ยสวยๆช่วงต้น เช่น 0% 3 เดือนที่เหลือเฉลี่ย 7.5% 
ห้ามrefinance 3 ปี ฟันกำไรเหนาะๆไป3ปี

พอครบ 3 ปี ลูกค้าก็มาขอ refinance
ลูกค้าไม่ค่อยดีปล่อยไปอยู่แบงค์อื่น ลูกค้าดีๆ เก็บไว้ลดดอกให้

(ถ้าทำงี้ได้นี่กำไรเหนาะๆเลยเนอะ ภาพก็ดูดี แบงค์ปล่อยกู้ง่าย ทำงานรวดเร็วฉับไว)

จริงๆพวกนี้ความเสี่ยงแบงค์ดูง่ายมากนะ ถ้าอยากทำจริงๆ 
ดู average default probability ดู average collateral value ดูนิดดูหน่อยก็ได้ 
ขึ้นอยู่กับว่า กล้าหรือปล่าว ยิ่งต่างประเทศ เอาไปทำ MBS ยิ่งง่ายใหญ่เลย

Sunday, May 19, 2013

10000 hours

Malcolm Gladwell  พูดในหนังสือของเขา(Outliers: The Story of Success) เกี่ยวกับ กฎ  10,000 ชั่วโมง ว่า เคล็ดลับความสำเร็จในด้านต่างๆก็ตาม คือ ต้องฝึกซ้อม 10,000 ชั่วโมง   
หรือคิดง่ายๆว่า ถ้าทำทุกวัน
วันละ 1 ชั่วโมง ก็ใช้เวลา 27 ปี
วันละ 2 ชั่วโมง ใช้เวลา 14 ปี 
วันละ 8 ชั่วโมง ใช้เวลา 3.5 ปี
วันละ 8 ชั่วโมง เฉพาะจันทร์ถึงศุกร์ ก็ 4.8 ปี (พอๆกับการเรียนปริญญาเอก หัวข้อนั้นๆ ซักใบ)

ผมเชื่อว่า internet เปลี่ยนโลกนี้ไปเยอะมากนะครับ
ช่วยให้สามารถลดเวลา 10,000 ชั่วโมงไปได้มาก จากการติดต่อสื่อสารที่สะดวกขึ้น  community ต่างๆที่ทำให้คนหลงทางน้อยลง ศึกษาตามคนที่สำเร็จแล้วได้มากขึ้น เข้าถึงความรู้ได้สะดวกขึ้น ฯลฯ  
ขณะเดียวกัน internet ก็ทำให้คนบางคน เสียเวลา หลงทางได้ง่ายขึ้นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ ที่ทำให้เรามีเวลาไปเก็บชั่วโมง 10,000 ชั่วโมง น้อยลง   ไปติดตามกูรูที่ไร้ประโยชน์ หรือ อาจจะวอกแวกไปกับหลายๆกิจกรรม

ย้อนกลับมามองดูตัวเอง  อายุ 31 ปีแล้ว
อยากทำอะไรอีกหลายอย่าง

อยากเก่ง
(1)ภาษาอังกฤษ (2)ภาษาจีน
(3)เรื่องงานประจำ (4)สนใจการลงทุน
งานอดิเรก อยากเก่ง (5)กอล์ฟ (6)ทำอาหาร (7)สุราเมรัย (8)พับกระดาษ

ไหนจะเรื่อง (9)คอมพิวเตอร์ ที่ไม่อยากจะทิ้งอีก

ทำไงดีครับ T__T









Monday, May 13, 2013

เป้าหมายง่ายๆ

เป้าหมายง่ายๆของตัวเอง วันที่ 13 -17 พฤษภาคม 2556

1. ตื่นก่อน 6 โมงเช้า
2. กิน apple ตอนเช้าก่อนทำงาน (20บาท ซืื้อจากแผงลอยข้างถนน)  ยกเว้นให้วันจันทร์ กรณีไม่มีแผงลอยขาย
3. ไม่สั่งกาแฟเย็นตอนเช้า ถ้าอยากกิน ให้ชงเอง

# วันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์
 ทำได้สำเร็จครับ :)





Sunday, May 12, 2013

Laptop

Laptop #1   ปี 2544 ตอนอยู่ปี 1  (อ้างกับพ่อแม่ว่า ต้องมีไว้เพื่อทำงานสะดวก)  Acer รุ่นอะไรไม่รู้ จำไม่ได้ หนักมาก เกือบ 3 กิโลกรัม

Laptop #2 ปี 2548 ตอนอยู่ปี 4  Acer โดนขโมย ต้องซื้อใหม่ T_T เป็น BenQ รุ่น Joybook 6000 เบากว่าเดิมเยอะ ประมาณ 

Laptop #2.5 ปี 2550  เครื่องของบริษัทให้ IBM Lenovo ทำงานอยู่ 11 เดือน พอลาออกก็ต้องคืน 

Laptop #3 ปี 2551 IBM thinkpad X60  เบิกบริษัทได้ เลยซื้อ พร้อม Dock ด้วย   หลังๆมีปัญหาว่า harddisk เสียงดัง อ่านข้อมูลช้ามาก  ทำงานแทบไม่ได้ เพราะใช้เวลาเปิดเครื่อง 10-15นาที เคยไป present งาน ต้องรอประมาณ 15 นาที เปิดเครื่อง


ตอนปี 2554 ก็มีแอบปันใจ ไปซื้อ Desktop มาที่บ้านห้องนอนซักเครื่องนึง  เพราะว่า พอดีเปลี่ยนสายการทำงาน จากงาน IT มาทำงานสาย Banking แล้ว ก็คิดว่าไม่น่าจะจำเป็นต้องใช้ laptop เลย เลือก desktop เพราะจะราคาประหยัดกว่า hard disk มากกว่า  

สุดท้ายก็เจ็บปวด เพราะชีวิตทุกวันนี้ มันอาจจะมีบางช่วงเวลาที่ต้องทำงานนอกบ้านบ้าง  เช่น  คุย project เล็กๆกับเพื่อน  เอางานไปขอคำปรึกษารุ่นพี่ หรือว่า อาจจะนึกครึ้มอยากนั่งทำงานนอกบ้านปรับอารมณ์บ้าง

สงสัยต้องมองหา laptop ใหม่ซักเครื่องแล้วครับ  :D




 



Sunday, September 4, 2011

Deadlock

ไม่รู้ว่าใครมีวิธีทำแบบนี้เหมือนกันบ้างหรือไม่?

ปรกติที่ห้องหรือที่ทำงาน จะมีตู้หรือชั้นที่ต้องล๊อกกุญแจไว้หลายอัน
ทำให้เราต้องพกกุญแจไว้หลายๆดอก พวงใหญ่มาก
วิธีที่ผมใช้งานจริงๆคือ
เอากุญแจสำหรับไขตู้อื่น ไปไว้อีกตู้ที่ล๊อกกุญแจไว้รวมไว้อยู่ในตู้เดียว
แล้วก็อาจจะมีเงื่อนไขสำรอง เช่น มีกุญแจสำรองสำหรับตู้หลัก อยู่ในที่ๆอื่น
(ซึ่งก็อาจจะถูก lock ในตู้เหมือนกัน)

นิสัยแย่ๆอีกอย่างคือ ไม่ชอบพกกุญแจเยอะๆติดตัว
ดังนั้นแม้ว่ากุญแจหลักๆจะอยู่ติดตัว ผมก็ยังสามารถเอาไปวางเก็บในที่ๆอื่นชั่วคราวได้อยู่ดี


ปัญหากุญแจหาย ลืมกุญแจ จึงเป็นปัญหาที่ใหญ่ และ เจอได้บ่อยมากสำหรับผม
และผลที่ตามมา มันจะรุนแรงมาก เพราะจะทำให้ไขตู้อื่นไม่ได้อีกเป็นลูกโซ่

แถมหลายๆครั้ง ก็ทำให้วุ่นวายอีกต่างหาก
เช่น ตอนเช้าเร่งๆ จะหยิบนาฬิกาที่ใส่เฉพาะโอกาสพิเศษ

ก็ต้องหยิบจากตู้A ซึ่งกุญแจเก็บไว้ในตู้Bที่โต๊ะในห้องทำงาน
ซึ่งกุญแจตู้Bมันอยู่ในกุญแจที่พกติดตัวตลอดเวลา ซึ่งเมื่อวานดันทิ้งเอาไว้ในรถ
เพราะขี้เกียจพกติดตัวไปทำงาน ดังนั้นต้องเดินไปเอาที่รถ
แต่ว่าตอนนี้ยังแต่งตัวไม่เสร็จ ไม่ควรเดินไปที่รถ


สุดท้ายก็ขี้เกียจ ไม่ต้องใส่นาฬิกาเรือนแห่งความยุ่งยากนั้นก็ได้ (55)


ปรกติดูแลจัดการ กุญแจของตู้กันยังไงครับ??


Saturday, August 27, 2011

MINDFULNESS OF DEATH

MINDFULNESS OF DEATH หรือ การเจริญมรณสติ


มรณสติ คือ ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์เป็นกัมมัฏฐานชั้นสูงสุด เพราะ ว่าเมื่อระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์แล้ว จิตก็จะสลดสังเวชถอนจากอารมณ์อื่น ๆ ความตายเป็นการดำเนินถึงที่สุดของชีวิตคนเราเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วยังจะมีอะไรเหลืออยู่อีก นอกจากความตายแล้วไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก นอกจากความตายแล้วไม่มีอะไร สิ่งทั้งปวงที่เกี่ยวข้องพัวพันอยู่นี้ล้วนแล้วแต่เป็นของทิ้งทั้งหมด ถึงไม่อยากทิ้งมันก็ต้องละไปโดยปริยาย เราตายแล้วมันก็ทอดทิ้งลงทันที จึงว่ามรณสติ นั้นเป็นยอดของกัมมัฏฐาน ใครจะพิจารณาอะไร ๆ ก็ตามเถิด ถ้าหากพิจารณามรณสติแล้ว จิตยังไม่รวมลงไปได้ ยังไม่เกิดสลดสังเวช ยังไม่ละ ยังไม่ถอน ก็หมดกัมมัฏฐาน ไม่มีอะไรเหลือแล้ว

เมื่อผู้ใดพิจารณาความตายอยู่ทุกลมหายใจเช้าออก นั้นจึงจะเป็นผู้ไม่ประมาท หายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็ตาย หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตาย เป็นอยู่อย่างนี้เรียกว่าเป็นผู้ไม่ประมาท
วันหนึ่ง ๆ เราคิดถึงความตายสักกี่ครั้ง วัน เดือน ปี ล่วงไป ๆ ไม่เคยนึกถึงความตายสักทีเลยก็มี จึงว่าเป็นผู้ประมาท ความประมาทคือความเลินเล่อเผลอสติ ไม่มีสติในตัว ความประมาทจะพาไปถึงไหน ความประมาทคือหนทานแห่งความตาย คำว่า “ ทางแห่งความตาย ” นั้นยังไม่ทันตายหรอก แต่ผู้ประมาทได้ชื่อว่าตายแล้ว เพราะการไม่มีสติก็เหมือนกับคนตาย ความไม่ประมาท คือมีสติอยู่ทุกเมื่อ ทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน นั่นทางแห่งความไม่ตาย ที่มีสติ สติรู้ตัวอยู่ทุกเมื่อทุกขณะนั่นแหละ เรียกว่าเป็นผู้ไม่ตาย 

คนเราเมื่อจะถึงที่สุดเวลาจะตายจริง ๆ มันต้องตัดหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่สติที่เรารักษาไว้ดีแล้วก็จะไม่ปรากฏ มันจะปรากฏแต่ กรรมนิมิต คตินิมิต จะไปเกิดใน สุคติ หรือ ทุคติ ต้องมีกรรมนิมิตปรากฏไปตามกรรม เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดมิจฉาจาร เป็นต้น นี้เรียกว่า “ กรรมชั่ว ”

เรียบเรียงบางส่วนจากคำสอนของ โดยหลวงปู่เทสก์ เทสรํสี วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย 
จากหนังสือ ธรรมลีลา ปีที่ 4 ฉบับ 43 พิมพ์ สุวิภา กลิ่นสุวรรณ์
http://www.kanlayanatam.com/sara/sara26.htm