Sunday, December 29, 2013

Juche idea

‘ชาวเกาหลีเหนือทุกคนต้องยึดถือหลักจูเชอย่างเคร่งครัด’ (Juche Idea)

อันเป็นปรัชญาที่ถือกำเนิดในปี 1965 โดยคิม อิล ซุง ได้วางข้อกำหนดนี้ที่ผสมผสานระหว่างคติแบบขงจื๊อรวมกับสตาลิน มีหัวใจหลัก 3 ประการ คือ
1. ชาจู เป็นอิสระทางการเมืองไม่ขึ้นกับแนวคิดทางการเมืองของชาติอื่น
Political independence (Chosŏn'gŭl자주Hancha自主MRchajuRRjaju)
2. ชาริป ยังชีพด้วยระบบเศรษฐกิจแบบพอมีพอกินด้วยการพึ่งตนเอง
Economic self-sustenance (Chosŏn'gŭl자립Hancha自立MRcharipRRjarip)
3. ชาวี เชื่อมั่นในการปกป้องประเทศโดยไม่พึ่งพาชาติอื่นใด
Self-reliance in defence (Chosŏn'gŭl자위Hancha自衛MRchawiRRjawi)
To make revolution in Korea we must know Korean history and geography as well as the customs of the Korean people. Only then is it possible to educate our people in a way that suits them and to inspire in them an ardent love for their native place and their motherland.

  1. The people must have independence (Chosŏn'gŭl자주성Hancha自主性MRchajusŏngRRjajuseong) in thought and politics, economic self-sufficiency, and self-reliance in defense.
  2. Policy must reflect the will and aspirations of the masses and employ them fully in revolution and construction.
  3. Methods of revolution and construction must be suitable to the situation of the country.
  4. The most important work of revolution and construction is molding people ideologically as communists and mobilizing them to constructive action.


(source: http://en.wikipedia.org/wiki/Juche
http://www.youtube.com/watch?v=oULO3i5Xra0&feature=youtu.be
http://thaipublica.org/2013/12/dprk-the-land-of-whispers/)

Saturday, December 28, 2013

การทดลองบริหารเงิน1

จะเริ่มปีใหม่ก็ขอทดลองอะไรใหม่ๆบ้าง

เนื่องจากข้าพเจ้ามีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารฟ้า 2 บัญชีอยู่แล้ว
เลยเกิดการทดลองขำๆขึ้น


  1.  โอนเงินจากบัญชีบัตร Debit Visa เหลือแค่ 10,000 บาท เป็นค่าเริ่มต้น  (และเผื่อกรณีฉุกเฉิน)
      
  2. ใช้ฟังก์ชั่นโอนเงินอัตโนมัติ ของ internet banking ตั้งเวลาการโอนเงิน ทุกวัน วันละ 450 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประจำวันแต่ละวัน ซึ่งเงินจะเข้าทุกวันจริงๆ  (โหดมะ)




3. ตั้งเวลาโอนเงิน ทุกวันที่ 15 และ 30 ของเดือน เป็นโบนัส ครั้งละ 2,000 บาท เป็นรางวัลส่วนตัวทุก 2 อาทิตย์

ลองดูซิว่า เทคโนโลยีจะสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ดีหรือไม่?

ป.ล. ใครจะเอาวิธีนี้ ไปให้เงินค่าขนมลูก หรือ สามี ก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์นะครับ

การเมืองไทย1

ปัญหาหลักของสังคมไทยในช่วงนี้ คงเป็นปัญหาการเมือง

แต่สาเหตุของปัญหาการเมือง  คงเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนไทย
หรือจะพูดให้ชัดๆกว่านี้ คือปัญหาความแบ่งแยกระดับชั้นจนเกิดแนวคิดความเชื่อผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน ของคนหลายกลุ่ม จนอาจจะสร้างความไม่เข้าใจกัน หรือความเห็นที่ขัดแย้งกัน
จนมีวาทกรรมที่สามารถเรียกได้ว่า อีกฝ่ายชั่ว อีกฝ่ายเลว อีกฝ่ายโกง และไม่มีความชอบธรรมทางการเมืองการปกครอง

แต่ถ้ามองอีกที  แกนนำ หรือ ผู้นำของการเมืองไทยทุกสีทุกขั้ว ก็คือ  คนกลุ่มเล็กๆชนชั้นเดียวกัน หรือพวกนักการเมือง  ที่มาปลุกระดม คนกลุ่มของตัวเองให้ออกมาแสดงพลัง แสดงกำลัง หรือ ออกมากดดันอีกฝ่ายหนึ่ง กดดันเจ้าหน้าที่ของรัฐ กดดันตำรวจ กดดันทหาร  ให้แสดงออกตามที่คนกลุ่มเล็กๆนั้น ต้องการ



ไม่ว่าจะเห็นการประท้วงกี่ครั้ง เราจะสามารถแบ่งแยกผู้ชมนุมเป็นคนกลุ่มย่อยๆ ดังนี้
1. แกนนำผู้ชุมนุม
             -พวกที่ขึ้นเวทีไปทำกิจกรรมสะเทือนใจ ตื่นเต้น พูดจาสะเทือนอารมณ์ ประนามฝ่ายตรงข้ามว่าเลว
2. นายทุนการชุมนุม+ผู้สนับสนุนเบื้องหลัง+นักยุทธศาสตร์
             -เราอาจจะไม่รู้ว่าพวกนี้เป็นใคร เพราะไม่จำเป็นต้องออกหน้า แต่เราต้องทราบว่า การชุมนุมมีค่าใช้จ่ายเยอะ และอาจจะต้องได้รับการวางแผนจากนักกลยุทธ์มาอย่างดี
3. ผู้ประท้่วงขาประจำ
             - จะเป็นพวกที่ตั้งเต๊นท์ นอนค้าง ทำกับข้าว อยู่ร่วมกับผู้ชุมนุม อาจจะต่อสู้โดยมีปัญหาของตนเอง เช่น ที่ดินทำกิน ความยากจน และหวังว่า เมื่อม๊อบนี้ชนะแล้ว อาจจะช่วยแก้ปัญหาความเรียกร้องของตนเองได้บ้าง  หรืออาจจะรับจ้างมาร่วมชุมนุม  อันนี้ก็ไม่ทราบได้
4. ผู้ประท้วงขาลุยผู้รักความรุนแรง
            - ไม่รู้ไปหาคนพวกนี้มาจากไหน แบ่งหน้าที่กันทั้งรักษาความปลอดภัย ทั้งเป็นทัพหน้าเสี่ยงตาย อาจจะมีอาวุธประจำตัว เช่น ปืน มีด กระบอง ธงชาติ(?) ก้อนหิน หนักสติ๊ก ฯลฯ โดยมากมักเป็นผู้ชาย แต่ชุดดำ แต่งกายมิดชิด มีผ้าหรือสัญลักษณ์ตามthemeของม๊อบผูกตามตัวบ้าง   พฤติกรรมจะพร้อมที่แสดงออกถึงความรุนแรง บางม๊อบอาจจะใช้เด็ก หรือผู้หญิงเป็นทัพหน้าบ้างหากมีการปะทะ  
5. ผู้ร่วมชุมนุม 
         แบ่งได้หลายจำพวก เช่น
  • พวกหน่วยงานที่มาร่วมชุมนุมตามมติของหน่วยงาน เช่น สหภาพแรงงานต่างๆ หรือ ชมรมนักศึกษามหาวิทยาลัย ฯลฯ
  • พวกที่รักแกนนำมาก เช่น รักน้องตั๋น 
  • พวกที่เกลียดฝ่ายตรงข้ามเข้าเส้น  เช่น เกลียดอีปูว์
  • พวกที่รักสถาบัน หรือความเชื่อ เช่น รักประชาธิปไตย เราเป็นคนดี 
  • พวกที่รู้สึกว่า ตัวเองเสียประโยชน์ในปัจจุบัน เช่น เห็นว่าจำนำข้าวทำชาติล่มจม
  • พวกที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง หรือ การร่วมชุมนุมจะแก้ปัญหาได้
  • พวกที่แกนนำหรือนายทุนเชิญมาจากที่อื่นๆ หรือ ผู้ชุมนุมนอกพื้นที่ เช่น มาจากต่างจังหวัด อาจจะเดินทางโดยรถตู้ รถทัวร์ รถไฟมาเป็นกลุ่ม 
  • พวกที่รับข่าวสารแล้วอยากมาร่วมชุมนุุม เช่น ข่าวทีวี หนังสือพิมพ์ Social media
  • พวกที่มาตามเพื่อน ตามคนรู้จัก เช่น แม่ที่มาเป็นเพื่อนลูก  ลูกที่พาพ่อมาชุมนุม มากับแฟน
  • พวกอื่นๆ ที่ไม่มีอุดมการณ์หรือความเชื่อใด แต่อยากมาร่วมชุมนุมเพื่อประสบการณ์หรือความสนุกสนาน หรือ ความเอร็ดอร่อย                
6. ผู้ร่วมอำนวยความสะดวก และ อื่นๆ  
            - แม่ค้าขายของ  แพทย์ พยาบาล แม่ครัว  ถือว่าเป็นผู้มาประกอบอาชีพ สร้างรายได้จากการชุมุนม

เนื่องจากคนพวกนี้มีหลายกลุ่ม หลายความเห็น รวมถึงอาจจะต้องการแค่มีการมีส่วนร่วม หรือ แสดงออกบางอย่าง  แต่ส่วนใหญ่ก็จะโดนแกนนำปลุกระดม หรือ นับรวมเป็นเสียงสนับสนุนที่แกนนำต้องการ ส่วนใหญ่ที่ไปแล้ว จะถูกอ้างอิงว่า เห็นด้วยกับทุกอย่างที่แกนนำต้องการ และ โดนใช้เป็นข้ออ้างถึงการชุมนุมโดยสงบ  (โดยไม่พูดถึงการกระทำที่ใช้ความรุนแรง) 

นอกจากนี้ เนื่องด้วยผู้ชุมนุมมีหลายกลุ่ม หลายวัตถุประสงค์ เราจึงไม่ควรเหมารวม  ว่าผู้ชุมนุมคือใคร ผู้ชุมนุมต้องการอะไร ผู้ชุมนุมเป็นคนดี  ผู้ชุมนุม เป็นคนเลว  หรือ ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง  แต่เราต้องพยายามทำความเข้าใจ  พยายามเข้าถึงปัญหา  ให้การศึกษา หรือ แก้ไขปัญหาให้ผู้ชุมนุมด้วย  สร้างความเข้าใจในภาพรวมแก่ผู้ชุมนุม  เช่น
ผมรู้ว่า คุณคิดว่ากาารเมืองไทย มีปัญหา แต่ว่า สิ่งที่คุณทำคืออะไร  คุณกำลังดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาหรือไม่  หรือ คุณเข้าใจวัคถุประสงค์ของการชุมนุมครั้งนี้หรือไม่  คุณเห็นด้วยกับแกนนำหรือแนวทางครั้งนี้มากน้อยแค่ไหน

อย่างน้อยก็หวังว่า สิ่งที่คุณพยายามทำ  สิ่งที่คุณต่อสู้เพื่อ  สิ่งที่คนอื่นต้องอดทนโดนพวกคุณลิดรอนสิทธิ มันจะคุ้มค่าพอ




ป.ล. อันนี้ไม่เกี่ยว แต่พยายามยัดเยียดว่าเกี่ยวข้องละกัน (เกี่ยวกับ money และ inequality)

 
(อย่างอื่นต่อตอนหน้า)

Friday, December 13, 2013

หัวข้อ 28101: เทคนิคในการจีบแพทย์หญิง (หมอผู้หญิงห้ามเข้ามาอ่าน)

1. ความรู้พื้นฐานที่ควรทราบเกี่ยวกับแพทย์หญิง
ต้องรู้บ้าง ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มเจ็ดเข้าไป

แพทย์หญิงที่คุณจะจีบแบ่งคร่าวๆได้ 4 กลุ่ม
A. แพทย์หญิงนักศึกษาหรือนิสิตแพทย์หญิง เค้าจะเรียน 6 ปี อายุมักไม่เกิน 24 ปี

B. แพทย์หญิงใช้ทุน หลังจากเรียนจบจะทำงานใน รพ. อำเภอ หรือ รพ. จังหวัด
อายุในช่วง ยี่สิบกลางๆ รายได้เกือบ 100K เวลาพักแทบไม่มี

C. แพทย์หญิงเทรนนิ่ง จะทำงานอยู่ในโรงเรียนแพทย์ขนาดใหญ่ ในกทม. หรือ
รพ.หลักในภูมิภาค อายุวิ่งอยู่ที่ ยี่สิบปลายๆไปถึงสามต้นๆ รายได้ 20-30K
เวลาแทบไม่มี และ เครียดง่าย

D. แพทย์หญิงจบแล้ว จะประจำการตามรพ.ต่างๆตั้งแต่ โรงเรียนแพทย์ จนถึง
รพ. อำเภอ รายได้แปรผันแต่อย่างต่ำมักจะ 100K+ ไปจนถึง 1M
เวลาเริ่มมีมากขึ้น อายุอยู่ที่ สามต้นๆขึ้นไป

การจีบแพทย์หญิงกลุ่มที่ 1 หรือ นักศึกษาแพทย์
ทำได้ยากมากและโอกาสที่จะล้มเหลวมีสูงเนื่องจาก 1.
เค้าเรียนหนักไม่ค่อยมีเวลา 2. จบแล้วต้องไปใช้ทุนต่างจังหวัดอีกสามปี 3.
เค้ามักจะยังไม่สนใจเรื่องความรักมากนัก
คุณต้องเป็นนักเรียนแพทย์เท่านั้นจึงจะคว้าโอกาสอันนี้ไว้ได้
โดยการจีบตอนเรียนและไปใช้ทุนด้วยกัน แม้กระนั้นเลิกกันยังมีให้เห็นถมไป

สำหรับการ approach กลุ่มที่ 1 แม้จะยากมากหรือ สุ่มเสี่ยงต่อการเลิกราเพียงใด
แต่คุณต้องทราบว่า คุณหมอผู้หญิงหน้าตาน่ารัก นิสัยดี หรือ
แพทย์หญิงเกรด A+ จะอยู่ที่กลุ่มนี้ทั้งหมด หลายครั้งที่คุณพบเห็น
คุณหมอท่านนี้ทำไมสวยน่ารักขนาดนี้ มีเจ้าของหมดแล้วครับ
เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ

การจีบแพทย์หญิงใช้ทุน
นี่หล่ะครับ คือช่องทางที่ดีที่สุดของคุณในการจีบแพทย์หญิงอย่างยั่งยืน
เนื่องจาก คุณหมออยู่ที่อำเภอ
ค่อนข้างว่างกว่าตอนเป็นนักเรียนแพทย์หรือช่วงเทรนนิ่งมาก
ปลัดอำเภอ หมอชายรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่ ตำหนวด ทนายความ พ่อค้า
สามารถเข้ามาจีบได้ (ติดรึเปล่าไม่รู้นะ)
ด้วยวัยขณะนี้ แพทย์หญิงจะเริ่มคิดเรื่องคู่ครองมากขึ้น
เทคนิคคือ

1. จริงใจ ให้เค้าสัมผัสได้
2. เริ่มต้นอย่างนุ่มนวล และ มีเรื่องราว ชวนให้คิดถึง
3. สุภาพบุรุษต่อผู้หญิง หมอหญิงร้อยละ 90 ชอบผู้ชายที่ดูเป็น gentleman
4. สะอาด ไม่โสโครก
5. เข้าใจอะไรง่ายๆ ไม่เรื่องมาก

ห้าข้อนี้ ในเงื่อนไขที่ว่ารูปร่าง + หน้าต้องได้
ปานกลางขึ้นไป แม้เค้าจะบอกว่าไม่สนหน้าตา
แต่เชื่อผม สนครับ ในระดับนึง... ต้องผ่านเกณฑ์ในระดับนึง
จะมาห้วล้าน พุงพลุ้ย มาดเสี่ย ไม่ได้
เงินเป็นเรื่องรองนะครับ สำหรับแพทย์หญิงกลุ่มนี้
ถ้าเป็นหมอด้วยกัน จะได้เปรียบอยู่สามช่้วงตัว
แต่อาชีพอื่นก็ไม่ใช่หมดโอกาสซะทีเดียว

การจีบแพทย์หญิงเทรนนิ่ง
เป็นจังหวะหรือโอกาสทองของแพทย์หนุ่ม ทั้ง resident/fellow/staff
แต่ไม่ใช่สำหรับบุคคลากรอาชีพอื่น
แพทย์หญิงเทรนนิ่ง มีความเป็นผู้ใหญ่มากระดับนึงแล้ว เกือบ 30 หรือ 30+
แพทย์หญิงที่ยังหลุดรอด มาได้ถึงกลุ่มนี้นั้นแบ่งได้เป็นสามแบบใหญ่ๆคือ

1. ไม่มีใครจีบ หรือ พูดเล่นๆกันในกลุ่มเพื่อนคือ
"ไม่มีใครเอา"กลุ่มนี้มีปริมาณมากที่สุด
2. คบแล้วเลิก ตรงนี้ที่คุณอาจจะมีโอกาสจีบ แพทย์หญิงระดับท๊อปได้บ้าง
แต่ปัญหาคือ กลุ่มนี้อาจจะลืมแฟนเก่าไม่ได้
มีปัญหาเฉพาะตัวบางอย่างที่ทำให้ต้องเลิก หรือ เข็ดขยาดผู้ชายไปเลย
ไม่ง่ายที่คุณจะจีบ อาจมีปัญหาหรืออุปสรรคได้มาก
3. มีคนมาจีบ แต่ไม่เคยตกลงปลงใจกับใคร หายากมากครับ (super rare)
เหมือนในนิยาย แต่ว่ากันว่ามีอยู่จริง ก็ไม่ง่ายอีกเช่นกัน
ที่คุณจะชนะใจเธอได้

การจีบแพทย์หญิงจบแล้ว
หัวข้อนี้คิดอยู่นานมากนะครับ ว่าจะเขียนดีมั๊ย
เพราะผมกลัวตาย
แต่ไม่เป็นไร ไหนๆหมอผู้หญิงก็ไม่ได้เข้ามาอ่านอยู่แล้ว

แพทย์หญิงที่หลุดรอดมาจนถึง ณ จุด จุด นี้
ต้องบอกว่า ที่สุดของแจ้แล้วครับพี่น้อง
คุณคิดดู ว่าเค้าฝ่าด่านอรหันต์ มากี่ชั้น โดยไม่เสียความโสดไปซะก่อน
เธอเหล่านี้เป็นเหมือนสิ่งทีค่า ที่ควรทะนุ บำรุง เอ๊ย ถนอม ไว้เหนือสิ่งอื่นใด
ก่อนที่คุณจะเข้าไปจีบ
แหม .... อารมณ์ประมาณ เล่นเกมส์แล้วไปถึงบอสด่านสุดท้าย มันต้องยากแน่ๆ
ก่อนที่คุณจะเข้าไปจีบ นะครับ
คุณควรรู้ nature ก่อนว่า เพราะอะไร เค้าถึงยังโสด
สาเหตุ ได้แก่ .....
ก. ตั้งแต่เป็นสาวมา ไม่เคยมีหนุ่มมาจีบเลยแม้แต่คนเดียว
(ก็เป็นกลุ่มเดิม จากแพทย์หญิงเทรนนิ่งนะครัช)
ข. มีมาจีบ แต่ มันไม่ใช่ มันไม่โดน แพทย์หญิงกลุ่มนี้ มักจะมีสเปคที่ค่อนข้างสูง
ค. มีแฟนมาแล้วเลิก จน เข็ด ขยาด เจอผู้ชายชั่วๆ เลวๆ ไม่เอาอีกแล้ว
ขออยู่คนเดียวดีกว่า อันนี้คุณจะเจอแบริเอ่อร์ที่หนากว่า บชน. แน่นอน
ง. แพทย์หญิงเลสเบี้ยน มีจริงๆนะครับ
ไม่ใช่มีแต่หมอผู้ชายเก้งกวางที่ล้อเลียนกัน หมอผู้หญิงก็มี
แต่เราไม่รู้เท่านั้น

เมื่อเข้าใจ nature หรือที่มาของแพทย์หญิงจบแล้ว
คุณต้องรู้อีกอย่างว่า หมอผู้หญิงเหล่านี้
ไม่ใช่เข้าหาได้ง่ายๆ เพราะ อายุเค้าเป็นระดับผู้ใหญ่มากๆ
รายได้เค้าหลััก หลายแสนนะคุณ
คุณคิดดู กระเป๋า เครื่อวสำอาง การกินอยู่
ของเค้าระดับไหน
คุณเงินเดือน ห้าหกหมื่น ไม่มี อะไรเป็นของตัวเองซักอย่าง มีแต่หนี้
ต้องคิดให้หนัก ก่อนเข้าไปจีบ เค้าอาจจะไม่สนเรื่องเงิน
แต่คุณเป็นผู้ชาย ถามตัวเองก่อน ไหวมั๊ย
ปัญหาที่จะตามมา หลังเป็นแฟน หรือ แต่งงานไปแล้ว
รับได้มั๊ย

โอเค ถ้าคิดว่าไหว ก็ลุยต่อ
แพทย์หญิงจบแล้ว ส่วนใหญ่ มักจะตกผลึกทางความคิดไปเรียบร้อยแล้ว คือ
ไม่ได้แคร์เรื่องชีวิตคู่อีกต่อไป
เค้าอยู่มาได้ ถึงขั้นนี้ เค้าไม่แคร์ ไม่ need มากเหมือนสาวๆแล้วคุณ
คือ มีก็ดีถ้าเจอ ไม่มีก็ไม่เป็นไร
ดังนั้น การที่คุณจะทำให้เค้าคลิกได้ สำคัญสุดเชื่อผม สองอย่าง
1. ความเข้าใจที่คุณมีให้เค้า อย่างจริงใจ
2. ความซื่อสัตย์
ความรู้สึกที่เติมเต็มชีวิตเค้า ที่ขาดหายไป แบบ you complete me
คุณไม่ต้องลีลามาก ไม่ต้องงััดเทคนิกเสี่ยวๆ อะไรมาใช้ทั้งนั้น
เค้าฉลาดกว่าที่คุณคิดเยอะ ระดับสอบบอร์ด ซับบอร์ดผ่านมาได้
ฝ่าดงตีน รรพ. ขณะเทรนนิ่ง มาได้ จิตเค้าอยู่ในระดับไม่ธรรมดาแล้วคุณ

เท่าที่ผมสังเกต แพทย์หญิงจบแล้ว
จะมีลักษณะเฉพาะบางอย่างที่ค่อนข้างชัดเจน อาจจะเป็นเพราะเค้าไม่ได้มีลูก
หรือ สามี ให้ต้องเครียด

- แพทย์หญิงการเมือง สังเกตได้หน้าเฟส จะมีรูปธงชาติมั่ง นกหวีด มั่ง
สัญลักษณ์ต่างๆมั่ง เช็คอิน ตามสถานที่ชุมนุมต่างๆตลอดเวลา
ถ้าคุณอยากรู้จักเค้าให้มากขึ้น อาจจะลอง คุยเรื่องการเมืองดู

- แพทย์หญิงวิชาการ มักจะเป็นอาจารย์หรือ staff รรพ.
ชีวิตทุ่มเทให้กับการสอน งานวิจัย ลูกศิษย์
อันนี้คุณไม่ต้องไปคุยกับเค้าเรื่องวิชาการ เหมือน วิธีแบบแพทย์หญิงการเมือง
คุณดึงตรงข้ามเลย เชื่อผม ขั้วตรงข้ามไปเลย ตลกมั่ง ฮาๆ พาไปดูการแสดง
ภาพยนตร์ หรือ เล่นกีฬา

- แพทย์หญิงกตัญญู อันนี้น่ารักมากจริงๆ ผมเห็นหลายคนแล้ว
เมื่อไม่มีครอบครัว เธอก็ทุ่มเททุกอย่างให้ พ่อกับแม่ ทั้งหมด
แพทย์หญิงกลุ่มนี้ แหละครับ ที่ผมแนะนำให้จีบ

- แพทย์หญิงสปอร์ตเกิร์ล โยคะเย็น โยคะร้อน แอโรบิค
บินทุกส่วนของร่างกายได้ 360 องศา วิ่งเป็น 10 กิโล ดำน้ำ ตีแบด
สายเทนนิส

- แพทย์หญิงอินเวสเตอร์ เงินกรูเก็บในธนาคารไมได้เด็ดขาด
ผ่งผื่นจะขึ้นทันที วันนี้เงินเราทำเงินให้เราได้เท่าไหร่กันนะ
ทองลงอีกแล้วเธอ เก่งก็ดีไป ชิบหายผมก็เห็นมาหลายรายแล้ว

- แพทย์หญิงก้นครัว ไม่ใช่ทำอาหารเก่งนะ
แต่เป็นสมาชิกภาพถาวรของห้องก้นครัว พันทิป และ ห้อง associated
comorbidities อื่นๆ เช่น ห้องแป้ง และ บลูพลาเน็ท ตามเก็บกินมันทุกร้าน
ลองเครื่องสำอาง หรือของเล่น ใหม่ๆตลอดเวลา หนักข้อเข้าเป็น reviewer
เองเลย

- แพทย์หญิงแบรนด์เนม
..... เอ่อ เดี๋ยวจะหาว่าผม ปากจัด คือที่เล่ามา นี่ประสบพบเจอมาเองหมดนะครับ
แพทย์หญิงแบรนด์เนม ทุกชิ้นส่วนในร่างกาย ไม่ใช่แค่แบรนด์เนมนะ
ต้องอินเทรนด์เปลี่ยนตามฤดูกาล ทั้งร่าง รองเท้า ซื้อเหมือน ใช้แล้วทิ้ง
เอาไปกันน้ำท่วมแทนถุงทรายได้เลย
- แพทย์หญิงธรรมะ ที่ผมสังเกตดูจะมีสองสาย คือแพทย์หญิงธรรมกาย กับ
non-ธรรมกาย มักจะพูดจาช้าๆเนิบๆ พร้อมสอดแทรกหลักธรรม บวกคำคมต่างๆ
เป็นระยะ ถ้าจะเข้าหา คุณก็ควรเป็น "คนดี" ระดับนึง
รู้ได้ยังไงว่า(กรู)เป็นคนดี มิตรสหายท่านหนึ่งเคยบอกว่า
ถ้ามีคำถามแบบนี้ในใจแปลว่าเอ็งไม่ใช่คนดีแน่ๆ
คนดีต้องรู้ได้เลยว่าเราเป็นคนดี ... เอ่อ แต่ป้าซักผ้าใต้หอเคยบอกผมว่า
เกือบทั้งหมดของพวกที่บอกว่าตัวเองเป็นคนดี แม่_ *&%^ ทั้งนั้น
ก็ว่ากันไป

- แพทย์หญิงไนท์ไลฟ์ กลุ่มนี้ ผมไม่เคยคิดว่ามี แต่มีจริงๆ เน้นปาร์ตี้
เที่ยวดึก ส้นตึก ... เงินเค้าเยอะคุณ พร้อมกลุ่มพันธมิตร ขาเม้าท์มอย
ของเค้า หมอ เก้ง กวาง และ แพทย์หญิงไร้คู่ร่วมอุดมการณ์อีกมากมาย
ตอนกลางวันดู สวยเรียบ น่าเกรงขาม พอตกดึก เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
เปรี้ยวจี๊ดเซ็กซี่ ลืมวัย ขึ้นมาทันที สเตปที่ออกนี่
ไม่ใช่สมัครเล่นแน่ๆ บาร์ที่ไป มีตั้งแต่ทั่วๆไป จนถึงระดับไฮเอนด์
รถที่ขับไปนี่แต่ละคัน ไม่ใช่รถคันแรก พวก มาร์ช บริโอ หรือ มิราจ นะคุณ
นานมาละผมเคยไปเที่ยวที่ผับไฮโซแห่งนึง เจออยู่คนนึง ... สุดอ่ะ
เข้าไปขอเบอร์ คุยกันซักพัก ถึงรู้ว่าเป็น staff allergy เด็ก
เงิบเลยทีเดียว

- แพทย์หญิงเกมเมอร์ วันๆไม่สน ha อะไรทั้งสิ้น นั่งเล่นแต่เกมส์ บน iPad
มือถือ เก็บสกิล เก็บเลเวล ปลูกผัก สร้างเมือง เล่นแบบไม่สนผู้สนคน
ผมเคยเจอ รุ่นพี่ผม จบ Mayo Clinic ตั้งแต่ dent ยัน fellow นะคุณ
ไม่มีแฟน ไม่มีครอบครัว วันๆ(กรู)ปลูกผัก สร้างเมืองอย่างเดียว ...
เคยนั่งอยู่ห้องพักแพทย์ด้วยกัน ... เอ่อ พี่ ครับ ...
พี่ใส่เสื้อกลับข้างอ่ะ ... ไม่หันมามองผมด้วยนะ ตามองจอ iPad นิ้วกดๆๆ
แล้วเปรยเบาๆ ออกมาว่า "ว่างมากเหรอมรึงอ่ะ"

กุญแจสำคัญ ที่คุณจะชนะใจแพทย์หญิงได้ คือคุณต้องเข้าใจตัวตนของเค้าให้ได้ก่อน

สรุปส่งท้าย take home message
ข้อดีข้อเสียของการมีแฟนเป็นแพทย์หญิง

ข้อดี
1. ครอบครัวมั่นคง รายได้ต่อเดือนทำให้ครอบครัวในอนาคตคุณไม่ลำบากแน่
(พวกผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกิน จะชอบข้อนี้มาก)
2. หน้าตา ในสังคม จะดูดี มีระดับ ขึ้นมาทันที ถ้าแฟนคุณเป็นถึงแพทย์หญิง
3. ลูกออกมา น่าจะฉลาดเหมือนแม่เค้า อย่างน้อยก็ไม่โง่
4. ได้ไปประชุมวิชาการบ่อยๆ บางทริปก็มีสปอนเซอร์ให้ด้วย
5. สุขภาพคุณและพ่อแม่ อย่างน้อยคุณมีภรรยาซัพพอร์ทให้ รู้จักอาจารย์เก่งๆมากมาย

ข้อเสีย (จะเขียนดีมั๊ยวะเนี่ย)
1. ส่วนใหญ่มีความมั่นใจสูง มีความเป็นผู้นำ ทำให้คุณไม่ใช่ช้างเท้าหน้า
อย่างแน่นอน อย่างมาก ก็ได้แค่ เท้าหน้าข้างซ้ายหรือขวา หนัก
เข้าอาจเป็นเท้าหลังหรือ หางไปเลย
ที่สำคัญ ตรงนี้มักจะไม่แสดงออกให้เห็นในระยะแรก เมื่อคบไปซักพัก หรือ หลังแต่ง
จะเริ่มเห็นมากขึ้น
ยกตัวอย่างบ้านๆ เช่น พอเดินมาถึงห้าง
"วันนี้ เราไปกินราเมงกันมั๊ยครับ ผมเลี้ยงเอง"
ถ้าเป็นผู้หญิงทั่วๆไปก็อาจจะ
"ดีเหมือนกันเนอะ เอาสิคะ"
"อยากกินราเมงร้านไหนเอ่ย ... เดี๋ยวช่วยเลือกนะ"
แต่เมื่อเป็นแพทย์หญิง คุณอาจจะได้รับคำตอบแบบนี้
"..........." นิ่งอหิงสา ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาทั้งสิ้น
ถ้าเป็นแพทย์หญิงการเมือง แปลว่าเค้ากำลังทำอารยะขัดขืนกับคุณ
"ยังไม่หิว ... ไปซื้อของก่อน"
"ราเมงอีกละ ... ไม่เบื่อมั่งเหรอ"
"ก็ต้องเลี้ยงอยู่แล้วมะ เป็นผู้ชายจะให้ผู้หญิงจ่ายรึไง ... "
เป็นต้น

2. งานบ้านงานเรื่อน ส่วนใหญ่แทบทำไม่เป็นเลย
เพราะชีวิต เค้ามีแต่เรียนกับเรียน ตั้งแต่เด็กๆ อยู่หอก็มีป้าซักรีดให้
ใช้ทุนก็มีคนทำให้หมด
คุณทำใจได้เลยว่า ถ้าแต่งไป ซักผ้า รีดผ้า ล้างจาน ล้างส้วม ทำกับข้าว
90% คุณทำ เค้าจะทำเป็นมาช่วยๆ พอเป็นพิธี
ในฐานะ ผู้หารายได้หลักของครอบครัว
เรื่องแค่นี้ เงินเดิอนห้าหกหมื่น
ช่วยได้ ก็ช่วยกันบ้าง อย่าบ่น

3. บางสาขา คุณทำใจโดนปลุกเพราะ เสียงโทรศัพท์ได้เลย
ตลอดชีวิต เพราะ มันจะมีโทรมาเรื่อยๆ
ไปเที่ยวไหน หรือ ทำอะไร หรือ จะเข้าพระเข้านาง
ก็อาจจะมีมาขัดจังหวะ เสมอ
โดยเฉพาะ คนไข้ vip อย่าคิดว่ารพ. รัฐ ไม่มี
รพ. รัฐ นี่แหละหนักเลย โดยเฉพาะ รรพ.

4. ถ้าทะเลาะกันขึ้นมาเมื่อไหร่ ให้ระวังเอาไว้ให้ดี
แพทย์หญิงส่วนใหญ่ เน้นว่า ส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทั้งหมด
จะรู้สึกว่า การศึกษา ความรู้ ฐานะทางสังคม เค้าสูงกว่าอาชีพอื่น
ดีๆกันไม่เป็นไร ทะเลาะกัน คุณต้องทำใจรับไว้บ้าง

5. อ้วนง่าย แก่เร็ว
สมมุติ คุณเห็นเค้าตอนนี้นะ บวกไปอีก 10 โลเป็นอย่างน้อย หลังแต่ง
ด้วยงานที่หนัก และ การใช้ชีวิตที่ผ่านมาหนักหน่วง
กว่ามนุษย์ทั่วๆไป ทำให้แพทย์หญิง มักจะแก่ง่าย ...

จบละ ตัวใคร ตัวมัน แล้วนะคุณ
ผมทิ้งกระทู้แล้วนะ ฟิ้วววววว ...

http://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=doctorroom;action=display;num=1386232886

Wednesday, December 11, 2013

การลาออก เปลี่ยนงาน

ลาออกจากงานเดิม ไปเข้าที่ทำงานใหม่

ที่ทำงานเดิม ทำงานถึงวันที่ 15/11/2013
เริ่มทำงานที่ใหม่ วันที่ 25/11/2013
แต่...
ลาพักร้อนตั้งแต่วันที่ 2/11/2013
รวม ว่างงาน 24 วันก่อนเริ่มงานใหม่


สาเหตุที่ลาออก ใช้อารมณ์เป็นหลัก (อันนี้ยอมรับ)
-รู้สึกงานไม่ท้าทาย ไม่เรียนรู้

-ไม่พอใจกับการเลื่อนตำแหน่งปีที่ผ่านมา
-เริ่มต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำแต่ต้องทำ
-วัฒนธรรมองค์กร
-ผลตอบแทนดี แต่ยังไม่เร้าใจ
-ต้องการเรียนรู้งาน
-ต้องการพิสูจน์ตัวเอง
-เซ็งCEO


สิ่งที่เสียสละ
  1. -ไม่ได้โบนัส&เสียโอกาสขึ้นเงินเดือนปีที่ผ่านมา
  2. -ไม่ได้ทำโครงการที่เริ่มไว้ให้จบ
  3. -ชื่อเสียง คุณงามความดีที่สั่งสมมา ณ ที่ทำงานเก่า
  4. -ตำแหน่ง VP รองผู้อำนวยการฝ่าย
  5. -Connection ในสถานที่ทำงานที่สร้างไว้
  6. -Career Path ความมั่นคง
  7. -สถานะ นักเรียนทุน/High Potential
  8. -เพื่อน
แต่......1: ชดเชยได้    2,5,7: สิ่งลวงตา    3,8: ไม่ได้หายไปไหน ติดตัวเราอยู่แล้่ว                4,5,6: ในเมื่อสร้างที่เก่าได้ ก็ต้องสร้างที่ใหม่ได้


สาเหตุที่เลือกทำงานที่ใหม่
-ธุรกิจเดียวกัน เข้าใจแนวธุรกิจดี
-ระบบงานค่อนข้างดี
-คนเก่งเยอะ
-วัฒนธรรมองค์กรค่อนข้างดี
-ผลตอบแทนตาม Performance-ได้ยินมาว่า โหด
-อยากพิสูจน์ตัวเองกับความโหด


ปัญหาที่พบในช่วงเปลี่ยนงาน
-ความขลุกขลักของเอกสารต่างๆ เช่น จดหมายรับรอง ประวัติการทำงานจากที่ทำงานเก่า
-เอกสารภาษีต่างๆ
-สภาพคล่อง เพราะไม่ได้รับเงินเดือนในช่วงรอยต่อ
-ที่ทำงานใหม่จะเริ่มจ่ายเงินเดือนตอน 30/12/2013
-ต้องอยู่ในช่วง probation ที่ทำงานใหม่ 110 วัน (ไม่ได้สิทธิประโยชน์)
-สิทธิประโยชน์ต่างๆที่ใหม่ อาจจะล่าช้า เช่นได้หลังจากทำงานครบ 1ปี
-บางอย่างต้องขอสิทธิใหม่  เช่น ที่จอดรถที่ทำงานใหม่ ต้องเข้า Wait-list
-ประวัติทางการเงินบางอย่าง เช่น ทำบัตรเครดิตใช้ slip ย้อนหลัง 6 เดือน
-ต้นทุนแฝงเช่น  ค่าใช้จ่ายการเดินทางที่เพิ่มขึ้น เวลาในการเดินทางเพิ่มขึ้น ค่าครองชีพเพิ่มขึ้น


“อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน แล้วทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด”



           

Tuesday, December 10, 2013

New year Resolution

New year Resolution (Draft) ปี 2557/2014

ป.ล. แค่ร่างนะครับ

กลุ่มที่คิดว่าจะทำแน่ๆ ทำได้แน่ๆ และทดลองทำเลย

  1. ตื่นแบบไม่กด Snooze แล้วนอนต่อ 
    • เพื่อสร้างนิสัยที่ดี การวางแผนและทำตามแผน ให้การนอนมีคุณภาพดีขึ้น
  2. กินกาแฟหวานๆไม่เกินวันละ 1 แก้ว
    • ไม่อ้วน
  3. เลิกซื้อของเพราะความเครียด หรือ ความอยากรู้อยากเห็น
    • ของไม่จำเป็นเต็มบ้าน ลองสร้าง toBuy list เก็บไว้ 1-2 วันถ้าเป็นไปได้
  4. อ่านหนังสือเล่มปรกติ สัปดาห์ละ1เล่ม
    • หนังสือที่ยังไม่อ่านเต็มบ้าน ขยันซื้อแต่ไม่ขยันอ่าน
  5. นั่งสมาธิสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
    • ฝึกสมองบ้าง 


กลุ่มที่คิดว่า อยากทำแต่ไม่รู้จะกำหนด S.M.A.R.T ยังไง
(Specific Measurable Attainable Realistic Timely)  อ่านที่นี่ 

ต้องหาทางกำหนดแนวทางอย่างชัดเจน
  1. เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย (ฮา)
  2. วางแผนประจำสัปดาห์/ประจำวันล่วงหน้า
  3. ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า
  4. เลิกการเป็นPerfectionist
  5. สอบทุกอย่างที่สมัครให้ผ่าน
  6. ทนุบำรุงสุขภาพกาย (เรื่องการกิน การดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย)
  7. ดืื่มสุราอย่างมีสุนทรียภาพ สันติภาพ ภารดรภาพ 
  8. รักษาความสะอาดให้ดีกว่านี้
  9. พัฒนาการทำงาน
  10. พัฒนาทางด้านภาษาที่1 2 3
  11. พัฒนาแนวทางการหารายได้
  12. พัฒนาความสัมพันธ์
  13. กำหนดแผนแม่บทอุปกรณ์IT
  14. ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ซัก1แห่ง
  15. จัดห้อง
  16. รู้จักคนใหม่ๆ หางานอดิเรกใหม่ๆ  เข้าสังคมใหม่ๆ
  17. กำหนดเป้าหมายชีวิต
  18. รู้จักตนเอง

มีข้อคิดเห็นหรือเสนอแนะอะไร comment ด้านล่างนะครับ :D


Saturday, December 7, 2013

Change

อยากเปลี่ยนผลลัพธ์ต้องเปลี่ยนการกระทำ 

อยากเปลี่ยนการกระทำต้องเปลี่ยนแนวคิด 

อยากเปลี่ยนแนวคิดต้องตั้งมั่น

Monday, December 2, 2013

ลดดอกเบี้ยไทย พ.ย. 2556

คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.50% เป็น 2.25% นั้นผิดความคาดหมายนักวิเคราะห์เกือบทุกคน เดิมทีกนง.ส่งสัญญาณมาโดยตลอดว่าเศรษฐกิจชะลอตัวลงในไตรมาส 1และ เพราะเศรษฐกิจร้อนแรงมากในไตรมาส ของปีที่แล้วและเศรษฐกิจจะต้องฟื้นตัวอย่างแน่นอนในครึ่งหลังของปีนี้และอาจร้อนแรงเกินไปด้วยซ้ำ จึงจะไม่ยอมลดดอกเบี้ยแน่นอนและเตรียมตัวปรับดอกเบี้ยขึ้นด้วยซ้ำ

 

 

หากพิจารณาจากสาระของแถลงการณ์ของกนง.ก็จะเห็นว่าเสียงส่วนใหญ่ (6 ต่อ1) ให้เหตุผลการลดดอกเบี้ยดังต่อไปนี้

1. เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าคาดในไตรมาส 3 โดยเป็นการอ่อนตัวของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ

2. การส่งออกไม่ฟื้นตัว

3. เมื่อมองไปข้างหน้าก็เห็นว่า เศรษฐกิจมีความเสี่ยงมากขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง

4. เงินเฟ้อต่ำและสินเชื่อภาคเอกชนขยายตัวชะลอลง

 

ประเด็นน่าสนใจ

ราคาหุ้นไม่ได้ปรับลดลงมากนัก แสดงว่านักลงทุนไม่ได้เป็นห่วงเรื่องการเมืองหรือมีบ้างแต่ไม่มาก หลายคนพยายามถามว่าปัญหาการเมืองครั้งนี้ใกล้ถึงจุดขัดแย้งสูงสุดแล้วหรือยัง โดยเชื่อว่าอีกไม่นานคงจะมีทางออก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ควรหาจังหวะกลับเข้ามาลงทุนได้  

 

การปรับลดดอกเบี้ยน่าจะมีผลประโยชน์บ้างในทางอ้อมกับเศรษฐกิจไทยดังนี้

1. เมื่อลดดอกเบี้ยลงก็น่าจะส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก ซึ่งจะเป็นประโยชน์บ้างในการช่วยกระตุ้นการส่งออกสุทธิ (คือเพิ่มการส่งออกและลดการนำเข้า) ซึ่งจะช่วยเพิ่มจีดีพี

2. การลดดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นดอกเบี้ยระยะสั้นในช่วงที่เงินเฟ้ออยู่ที่ระดับต่ำมาก (เช่นปัจจุบัน) น่าจะช่วยให้ดอกเบี้ยระยะยาวปรับลดลงไปด้วย อันจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเพิ่มราคาสินทรัพย์

 

สุดท้าย การปรับลดดอกเบี้ยมากเกินไปก็อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่ามากจนกระทั่งเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินไหลออกอย่างรวดเร็วในปีหน้าเมื่อธนาคารกลางสหรัฐเริ่มลดทอนคิวอี ดังนั้น ผมจึงเชื่อว่ากนง.คงจะต้องคิดหนักมากหากจะลดดอกเบี้ยนโยบายอีกในอนาคต

 

ย่อความจากคณะกรรมการนโยบายการเงินหักปากกานักวิเคราะห์ โดย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ 2/12/2013  

http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/supavut/20131202/546538/%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B9%8C.html

Sunday, December 1, 2013

What is ALM?


ALM or assets and Liabilities management คือ หน่วยงานที่ติดตามความเหมาะสมของการดำเนินงานของธนาคาร ผ่านการวิเคราะห์รายละเอียด ของ สินทรัพย์ (เงินให้สินเชื่อ เงินลงทุน) และ หนี้สิน (เงินฝาก เงินกู้ยืมระยะยาว ระยะสั้น) รวมถึง เงินทุน (หุ้น หุ้นกู้ด้อยสิทธิ กำไรสะสม) ของธนาคาร ให้มีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่ธนาคารกำหนด

โดยการติดตามจะดูแลในแง่ของ ปริมาณและคุณภาพ เช่น ปัจจุบันธนาคารมีโครงสร้างเงินฝากกระจายตัวอยู่ในภูมิภาคใด หรือ ลูกค้ากลุ่มไหน มีผลตอบแทนในแต่ละกลุ่มอย่างไร เหมาะสมกับกลยุทธ์ของธนาคารหรือไม่  สอดคล้องกับโครงสร้างของสินเชื่อ หรือเงินกู้ยืมของธนาคารหรือไม่ มีผลตอบแทนอย่างไร  

ขณะเดียวกัน ก็อาจจะต้องทำการประเมินแผนการในอนาคตข้างหน้า เช่น อนาคต หากอัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดมีแนวโน้มสูงขึ้น หรือ ลดลง  โครงสร้างของสินทรัพย์และหนี้สินจะเป็นอย่างไร จะมีอัตรากำไรเป็นอย่างไร สอดคล้องกับเป้าหมายของธนาคารหรือการเติบโตอย่างยั่งยืนหรือไม่

นอกจากนี้ ALM ในฐานะที่เป็นผู้ที่ดูแลติดตามฐานะทางการเงินของธนาคาร ยังต้องติดตามให้ธนาคารมีสภาพคล่องและเงินกองทุนให้เหมาะสม  ตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับ เช่น ธปท. และ/หรือ BASEL III กำหนด เช่น มีเงินกองทุนเพียงพอต่อการดำเนินกิจการอย่างมั่นคง และมีสภาพคล่องเพียงพอในการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน

ใจหลักของหน่วยงานของ ALM คือ ร่วมกับหน่วยงานกลยุทธ์ ในการติดตามดูแล ให้ธนาคารสามารถดำเนินตามกลยุทธ์ที่วางไว้ ผ่านการติดตามข้อมูลโครงสร้างสินทรัพย์และหนี้สิน  การวางกลยุทธ์ทางด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เงินฝาก  การวางแผนการลงทุน และ ระดมทุนผ่านเครื่องมือ เช่น หุ้น  ตราสารหนี้ ฯลฯ อย่างเหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือ การเตรียมสภาพคล่องเพียงพอรองรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน

จริงๆแล้วธนาคารส่วนใหญ่ไม่ได้ล้มเพราะขาดทุนจากการลงทุน แต่ขาดทุนเวลาที่มหาชนตื่นตระหนกมาถอนเงิน แล้วไม่มีสภาพคล่องให้คนถอนเงินได้

Thursday, November 21, 2013

บรรยากาศในการทำงาน

อ่านบทความที่เขียนเกี่ยวกับการเลือกทำงานในร้านกาแฟแล้วจุดประกายให้เขียนบทความนี้บ้าง

เวลาเห็นนักเขียนที่สามารถเลือกสถานที่ทำงานตามร้านกาแฟที่ชอบได้ โดยเลือกร้านที่มีคุณสมบัติตามต้องการ เช่น
ชงกาแฟเข้ม/อ่อนถูกใจ
มีบรรยากาศที่ดี
ทำเลเดินทางสะดวกตามแนวทางการเดินทาง เช่น ติด BTS/MRT หรือ มีที่จอดรถ
Free Wifi หรือ มีปลั๊กไฟ
มีอาหารคาวหวานบริการ
ช่วงราคาที่เหมาะสม

อ่านแล้วชีวิตมนุษย์เงินเดือนรู้สึกอิจฉา เพราะเหมือนจะไม่มีทางเลือกมากนัก สำหรับมนุษย์เงินเดือน

  • เบื่อก็เปลี่ยนที่นั่งไม่ได้
  • เปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวไม่ได้
  • เลือกอาหารหรือราคากาแฟได้ค่อนข้างจำกัด
  • เลือกที่จอดรถหรือการเดินทางไม่ได้ 

โดยส่วนตัวบรรยากาศในที่ทำงานก็พอรับได้  สิ่งที่ชอบคือ ขอ Space เก็บของเยอะๆ เพราะเอกสารเยอะ ของส่วนตัวเยอะ ชอบสะสมของ กับเบื่อง่าย หิวง่าย เลยต้องการที่ทำงานที่มีของกินโดยรอบบ้างหน่อย อาหารกลางวันมีทางเลือกสูง หลายระดับราคา ถูกบ้างแพงบ้างผสมกัน

ตอนมาจัดโต๊ะทำงานวันเสาร์
บางส่วนของ ของตกแต่ง บนโต๊ะ (ชอบสีเขียว?)
ท่าทางการทำงานตามปรกติ  (หรอ)


ปัญหาที่มีนิดหน่อย คือ บางช่วงของเวลาทำงาน ต้องการความเงียบ สมาธิ แล้วโต๊ะที่ทำงานค่อนข้างหนวกหู เสียงคนคุยกัน คนเดินผ่าน สุดท้ายทางออก ก็จำเป็นต้อง ยอมทำงานหลังเลิกงานที่คนอื่นกลับบ้านไปแล้ว เพราะด้วยตัวงานเอง ก็ไม่สะดวก และไม่เหมาะสม ที่จะหอบงานที่เป็นความลับบริษัทกลับไปทำงานที่บ้าน นั่งทำงานเงียบๆคนเดียวตอนเย็นสะดวกกว่า

ชีวิตคนเรา ทุกทางเลือก มันคือการยอมรับข้อดีข้อเสียของบางสิ่งบางอย่างนะครับ



แถม....


คอสเพลย์ช่วงน้ำท่วม เป็นมาริโอ้ตอนกินเห็ดแล้ว

Friday, November 8, 2013

Money VS Happyness

จริงๆก็ไม่รู้จะหาข้อมูลจากไหน  เลยเอามาจากกราฟนี้แล้วกัน น่าจะใกล้เคียงกัน (รายได้ครอบครัว ต่อความสุข)   จากกราฟพอจะเดาได้ว่า 
  • มีเงินมากขึ้น ความสุขก็มีมากขึ้น
  • ช่วงแรก ยิ่งมีเงินเพิ่มขึ้น ความสุขก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • ช่วงหลังๆ มีเงินมากขึ้นหน่อย ความสุขยิ่งไม่แยกต่าง


ดังนั้น เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เราคงเห็นคนทำงานเพื่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช่เพื่อเงินมากยิ่งขึ้้น
เพราะเงินไม่ได้สร้างความสุขให้เขาเท่าไรแล้ว
เช่น ทำเพื่อ Work-life balance  ทำเพื่อสังคม ทำเพื่อชื่อเสียง ทำเพื่อชาติ(?) 
ไม่เช่นนั้น พอถึงจุดๆหนึ่ง เราจะมีความสุขขึ้นถ้ารู้จักพอ

โดยส่วนตัวยังเชื่อในทฤษฏีที่ว่า เราจะมีความสุขเมื่อเห็นคนอื่นมีความสุข
ดังนั้น พอมีเงินถึงระดับหนึ่ง เราจจะต้องเพิ่มความสุขโดยการทำให้คนอื่นมีความสุขบ้าง
(แบบ Bill gates ที่บริจาคเงินตั้งกองทุน Bill & Melinda Gates Foundation แล้วแหละ)


ป.ล.  ใครอยากแบ่งความสุขให้ผมบ้่างก็ยินดีนะครับ


Wednesday, November 6, 2013

unfair coin

สมมุติว่ามีเหรียญ 1 เหรียญ ที่มีโอกาสออกหัวก้อย 60/40
เราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะทำไปใช้ทอยให้ได้  50/50

ก็ไม่ยาก เช่น

ทอย 2 ครั้งติดกัน เหรียญเดิม

                             โอกาส             การกระทำ
หัว-หัว                    .36                    ทอยใหม่
หัว-ก้อย                 .24                       TRUE
ก้อย-หัว                 .24                       FALSE
ก้อย-ก้อย               .16                    ทอยใหม่

แม้ว่าบางอย่างในชีวิตจะไม่ Fair  เราก็ทำให้มัน Fair ได้บ้างถ้าใช้สมอง
ชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นรนกันไปนะครับ   

Monday, November 4, 2013

สัมมาทิฏฐิ ทองเนื้อเก้า อุบกขา

สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึง การปฏิบัติอย่างเหมาะสมตามความเป็นจริงด้วยปัญญา
สัมมาทิฏฐิ  ได้แก่ ความรู้อริยสัจ ๔ หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือเห็นปฏิจจสมุปบาท เป็นธรรมข้อแรกของมรรคมีองค์ ๘
ปัจจัยให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ๒ (ทางเกิดแห่งแนวคิดที่ถูกต้อง, ต้นทางของความดีงามทั้งปวง : sources or conditions for the arising of right view)
๑. ปรโตโมสะ (เสียงจากผู้อื่น การกระตุ้นหรือชักจูงจากภายนอก คือ การรับฟังคำแนะนำสั่งสอน เล่าเรียนความรู้ สนทนาซักถาม ฟังคำบอกเล่าชักจูงของผู้อื่น โดยเฉพาะการสดับสัทธรรมจากท่านผู้เป็นกัลยาณมิตร : another’ s utterance; inducement by others; hearing or learning from others)
๒. โยนิโสมนสิการ (การใช้ความคิดถูกวิธี ความรู้จักคิด คิดเป็น คือกระทำในใจโดยแยบคาย มองสิ่งทั้งหลายด้วยความคิดพิจารณา รู้จักสืบสาวหาเหตุผล แยกแยะสิ่งนั้น ๆ หรือปัญหานั้น ๆ ออก ให้เห็นตามสภาวะและตามความสัมพันธ์แห่งเหตุปัจจัย

อ่านเนื้อเรื่องย่อของเรื่อง "ทองเนื้อเก้า" แล้วนึกถึง ตัวละครหลัก 2 ตัว คือ ลำยอง และ วันเฉลิม

ลำยอง เชื่อมั่นในรูปสมบัติตัวเอง  และเชื่อในคำพูดของหมอดู ที่บอกว่า ตัวเองเป็นนางฟ้ามาเกิด และจะได้เทพบุตรมาเป็นคู่ ทำให้เจริญรุ่งเรือง ทำให้ลำยอง หลงในรูปร่างหน้าตา ไม่ทำมาหากิน กลัวลำบาก  และ รอผู้ชายที่จะมาทำคำทำนายให้เป็นจริงๆ   ลำยองเลยรอผู้ชายตามคำทำนายมาตลอด ทำตัวติดเหล้า ติดพนัน เพราะเชื่อในโชค รักสบาย  เชื่อในมิจฉาทิฏฐิ ขาดโยนิโยมนสิการ และ ปรโตโมสะ

วันเฉลิม เชื่อในคำสอนของพระ เรื่องความกตัญญู อยากจะเป็นคนกตัญญูกับแม่ โดยไม่สนใจว่าจะทำให้ตัวเอง หรือ คนอื่นเดือดร้อน ทุกข์ใจ หรือ ตัวเองมีกำลังหรือไม่   แม้ว่าจะยิดติดกับความกตัญญู แต่ก็ถือได้ว่า ขาดโยนิโสมนสิการ และขาด ปรโตโมสะ เช่นกัน ทำให้ไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ แม้ว่าจะเป็นคนดี  หรือ ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง วันเฉลิมก็ไม่มีพรหมวิหาร4  โดยเฉพาะข้อ อุเบขา

อุเบกขา (ความวางใจเป็นกลาง อันจะให้ดำรงอยู่ในธรรมตามที่พิจารณาเห็นด้วยปัญญา คือมีจิตเรียบตรงเที่ยงธรรมดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง พิจารณาเห็นกรรมที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว อันควรได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุอันตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัยและปฏิบัติไปตามธรรม รวมทั้งรู้จักวางเฉยสงบใจมองดู ในเมื่อไม่มีกิจที่ควรทำ เพราะเขารับผิดชอบตนได้ดีแล้ว เขาสมควรรับผิดชอบตนเอง หรือเขาควรได้รับผลอันสมกับความรับผิดชอบของตน - equanimity; neutrality; poise)


จริงๆก็ไม่รู้ว่า ผมเองจะดำเนินชีวิตได้ถูกต้องหรือไม่อย่างไร เพราะทั้ง สัมมาทิฏฐิ และ อุเบกขา ล้วนแต่ต้องมีปัญญาทั้งนั้น    :(

ดูดวง

ดูดวง........ (ห้ามอ่านว่า "ดูด-วง")


วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2556
เกิดวันเสาร์การงานนั้นยังหนัก เป็นวันลงแรงหนัก และคุณต้องลุยด้วยตัวเอง ระวังเรื่องพูดจาด้วย อย่าไปชนกับใครเลย ไม่ดีกับคุณ เพราะต่างคนต่างแข็งจะแตกหักกันง่ายมาก ซึ่งคุณจะเป็นฝ่ายเสียประโยชน์ เสียชื่อได้ง่าย ยิ่งถ้ามีเรื่องรักใคร่เข้ามาเกี่ยวพันเตรียมถูกขาเม้าท์ถล่มไว้เลยน้อง แต่การประสานงานยังดีอยู่ จะได้ข้อตกลงสัญญาใหม่ๆทางการเงิน ที่เป็นดังปรารถนา

 ดูดวงตอน 20.30 น. แล้วรู้สึกว่าที่เขียนมามันไม่แม่นเลย วันนี้พักผ่อนเป็นส่วนใหญ่ คุยกับเพื่อนเกือบทั้งวัน ไม่ได้ประสานงานหรือเซ็นสัญญาทางการเงินใดๆ นอกจากรูดบัตรเครดิต

แปลกดีว่าเคยอ่านดวงในหนังสือพิมพ์ตอนเช้าๆแล้ว รู้สึกมีความหวังว่ามันจะแม่น วันนี้ต้องทำงานหนัก  แต่พอมาอ่านตอนเย็นๆแล้ว รู้สึกคนละอย่างไปเลย

ก็ลอง backtesting ดวงรายวันตอนเย็นดูหลายวันหน่อยละกัน ถ้าแม่นหลายๆวันติด แล้วค่อยกลับมาเชื่ออีกครั้ง


Wednesday, October 23, 2013

23Oct2013

ความสุขวันที่ 23 ตุลาคม 2556

1. ความสุขแรกคือวันนี้เป็นวันหยุด ไม่ได้ทำงาน ก็เลยตื่นสายได้ ตื่นอย่างฝันร้ายนิดๆ ร้อนหน่อยๆ แต่ก็นอนมาได้จนถึงเที่ยง ก็ถือว่าเป็นความสุขของการได้นอนอย่างเต็มอิ่ม

2. วันนี้แทบไม่ได้ทำอะไร ก็ขุดเอาการตูนเก่าๆกลับมาอ่าน ชื่อ Cop In Tokyo โปลิศป่วนโลก (วิบูลย์กิจ) 8เล่มจบ  ไม่ได้อ่านมานานแล้ว เป็นเรื่องของตำรวจ 2 คน  คนนึงเป็นตำรวจแหกคอกหัวหน้าแกงค์ซิ่ง ทำทุกอย่างด้วยใจล้วนๆ อีกคน เป็นตำรวจหัวกะทิอันดับหนึ่ง เป็นการ์ตูนที่ชอบแต่ไม่ดัง ก็สนุกดี ไม่ได้อ่านนาน ปกฝุ่นหนาเตอะ สนุกดี ตอนวัยรุ่นชอบการ์ตูนเรื่องนี้เพราะพระเอกคนแรกลุยดี สู้เพื่อสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง ส่วนอีกคนที่เป็นหัวกะทิ ก็ช่วยสนับสนุนอยู่อย่างเก๊กๆ

3. วันนี้เอาสบู่เหลวแบบเป็นขวดเอาไปเทใส่ขวดสบู่เก่าแบบหัวปั๊มที่ใช้เกือบหมดแล้ว ใช้สะดวกขึ้นเยอะมาก สนุกกับการอาบน้ำขึ้นอีกหน่อย ปั๋มสองทีก็อาบน้ำได้แล้วทั้งตัว ไม่ต้องมาใช้สติค่อยๆเทสบู่ออกจากขวด มากบ้างน้อยบ้างคุมอะไรแทบไม่ได้ แล้วทำให้รู้อีกอย่างว่า ขวดสบู่สมัยใหม่ ดูขวดใหญ่ๆสูงๆบางๆ แต่จริงๆแล้วปริมาตรน้อยมาก ตอนแรกคิดว่าสบู่เหลว1ขวดคงจะเติมได้ 2 ขวดปั๋ม ปรากฎว่า เทได้ครั้งเดียวก็หมดขวดพอดี

Tuesday, October 22, 2013

22Oct2013

ความสุขของวันที่ 22 ตุลาคม 

1. ตอนเช้าชั่งน้ำหนักซักหน่อย น้ำหนักลงมาเหลือ 72 แล้วดีใจมาก เพราะเคยหนักสุดที่ 77 บวชแล้วน้ำหนักลงมา 72 แล้วขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 75-76มาตลอด เพิ่งจะช่วงนี้ทดลองกินน้อยแบบ ตามใจปากน้อยลง น้ำหนักก็เลยลงมาได้ถึงจุดที่น่าพอใจมาก อยากจะลดอีกซัก 4 กิโล BMI ก็จะอยู่ที่ระดับปรกติของคนเอเชียซะที

2. วันนี้ตอนบ่ายมีนัดหมอกายภาพ ชื่อน้องบูม  น้องเขาเงียบๆแต่ตั้งใจทำงานดี บอกว่าปวดหน้าอก น้องเขาถามว่าไปยกเวทมาหรือปล่าวก็บอกว่าไม่ คงเพราะทำงานแล้วนั่งผิดท่ามากกว่า น้องเขาก็ก็กดๆบี้ๆตรงหน้าอก จนเจอมัดกล้ามเนื้อที่ไม่คลายตัว แล้วใช้คลื่นultrasoundบำบัดประมาณ 30 นาที แล้วก็ใช้ขั้วไฟฟ้ามาติดบนกล้ามเนื้อ แล้วก็ให้ไฟนวดไปอีก 15 นาที  ตอนใช้ไฟช๊อตรู้สึกดีมาก สนุกดี กล้ามเนื้อมันจะกระตุกๆเล็กๆตลอด15นาทีเป็นจังหวะๆ  เสร็จแล้วรู้สึกเบากล้ามเนื้อหายเจ็บมาก แต่ก็ยังมีอาการอยู่ คือถ้าเอานิ้วกดๆ หรือมือบีบๆ มันจะรู้สึกเจ็บๆช้ำๆกว่าส่วนที่ไม่เป็น   ก็จะนัดอีกทีวันพฤหัส

3.วันนี้เลิกงาน ไปหาอะไรกินที่ siam center คนเดียว เดินผ่านชั้น4 เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอนานแล้ว คือ น้องเมย์ก็คุยสารทุกข์สุขดิบกันนานมากเลย เสร็จแล้วตอนหลังเข้ามไปพารากอนไปดูหนังสือเล่นที่ Kinokuniya ก็เจอ กับ ท่านแชร์ อีก ดีใจที่เจอคนรู้จักหลายคน แล้วก็แยกย้าย ทุกคนดูผอมลงกว่าสมัยก่อน มีแต่ผมที่อ้วนขึ้นและแก่ขึ้นเยอะ

4. ไปกินเค้กร้าน letthemeatcake เป็นครั้งแรกที่ได้ไปลองสาขาสยามเซนเตอร์ กินเค้กใหม่ที่เป็นวนิลา (แพงกว่าที่คิดนิดหน่อย) คิดว่าเขาจงใจทำรสชาติหวานหน่อยไว้กินกับชาขมๆ แต่พอกินเปล่าๆ รู้สึก white chocolate ที่เคลือบด้านนอกจะหวานไปจนแสบคอ กับกลบกลิ่นวนิลา แต่ชอบกลิ่นกับความรู้สึกของลิ้นกับฟันที่โดนวนิลาแท้ในปาก ความรู้สึกเหมือนกับเม็ดทรายที่แตกตัวได้ในปาก สนุกลิ้นดี



Tuesday, September 3, 2013

ความจริง

สมมุติว่า
คุณอยากกินพาย
คุณถามบริกรว่า วันนี้มีของหวานอะไรบ้าง
บริกรทราบว่า มีพายเหลือแค่1ชิ้น แต่จะเก็บไว้ให้ลูกค้าประจำที่ยังไม่มา
บริกรจึงตอบว่า "มีบัวลอย กับ ไอศครีมครับ"
คุณก็เลยจำใจสั่ง บัวลอยไป

ต่อมา คุณเห็นบริกรคนเดิม ถือพายเดินผ่านหน้าคุณไปให้ลูกค้ารายใหม่ที่เพิ่งเข้ามานั่ง
คุณจะบอกว่า บริกรโกหกได้หรือไม่??

คำตอบจริงๆคือ "ไม่ได้"  
เพราะตามตรรกศาสตร์แล้ว บริกรไม่ได้โกหกคุณใดๆทั้งสิ้น
เพียงแค่บริกรบอกข้อมูลคุณไม่ครบถ้วน
คุณสรุปเองจากคำพูดของบริกร ว่า มีบัวลอย กับ ไอศครีม "เท่านั้น"

นึ่เป็นหลักการทั่่วไปในการเจรจาต่อรอง การฆษณาเชิญชวน การขายสินค้า ฯลฯ ที่เจอได้บ่อยๆในชีวิตประจำวัน
ตัวอย่างที่ใกล้ตัวมากคือการเมือง
นักการเมืองพูดเรื่องนโยบายต่างๆว่า มีข้อดีอย่างไร
"ค่าแรง300บาท" "รถคันแรก" "รถไฟความเร็วสูง" "Tablet"


เขาพูดความจริง ไม่ได้โกหก
แค่ไม่ได้บอกประชาชนว่า  "โครงการต่างๆก็อาจจะมีข้อเสีย" เท่านั้นเอง




เนื้อหาเกือบทั้งหมด (ยกเว้นตัวอย่างใกล้ตัว) จาก

Think Again: How to Reason and Argue 
by Walter Sinnott-Armstrong, Ram Neta

Thursday, June 13, 2013

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ 10 ประการของ วิลเลียม เจ โอ'นีล

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ 10 ประการของ วิลเลียม เจ โอ'นีล (ผู้ก่อตั้ง นสพ. Investor's Business Daily, สมาชิกตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กที่มีอายุน้อยที่สุด, ผู้คิดค้นกลยุทธ์การลงทุนแนว CANSLIM)

1. วิธีคิดของคุณคือทุกสิ่งทุกอย่าง : จงคิดในเชิงบวก คิดถึงความสำเร็จ ไม่ใช่ความล้มเหลว จงตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมเชิงลบ

2. กำหนดความฝันและเป้าหมาย : เขียนเป้าหมายของคุณลงในกระดาษและออกแบบแผนการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้น

3.ลงมือทำ : เป้าหมายจะไม่มีประโยชน์ถ้าไม่ลงมือทำ อย่ากลัวที่จะเริ่ม จงลงมือทำ

4.อย่าหยุดเรียนรู้ : กลับไปเรียนหนังสือ อ่านหนังสือ หรือเข้ารับการอบรมทักษะใหม่ ๆ

5.ขยันและไม่ยอมแพ้ : ความสำเร็จเป็นเหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งเร็ว เพราะฉะนั้นจงอย่ายอมแพ้

6. เรียนรู้การวิเคราะห์รายละเอียด : ค้นหาความจริง รวบรวมข้อมูล เรียนรู้จากความผิดพลาด

7. จดจ่อกับเวลาและเงินของคุณ : อย่าให้ใครหรือสิ่งใดทำให้คุณวอกแวก

8. ไม่กลัวที่จะทำสิ่งใหม่ กล้าที่จะแตกต่าง : การเดินทางตามผู้อ่น คือหนทางสู่การเป็นอะไรที่ธรรมดาหรือ "งั้นๆ"

9. สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ : คนเราไม่สามารถอยู่คนเดียว จงเรียนรู้ที่จะเข้าใจและเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่น

10. จงซื่อสัตย์ เชื่อใจได้ รับผิดชอบ : มิฉะนั้นแล้ว ข้อ 1-9 ก็ไร้ความหมาย

ที่มา : หนังสือ Frobes BEST BUSINESS MISTAKES


copy มาจาก Facebook https://www.facebook.com/snilket/posts/10151679924876469

Sunday, June 9, 2013

ธนาคารควรปล่อย Housing Loan อย่างไร

ธนาคารปล่อย Housing Loan อย่างไร

สมมุติอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง MRR = 7%
มีลูกค้าที่อยากกู้บ้าน 1000 คน


1. ธนาคารปล่อยกู้บ้าน เฉพาะคนที่เหมาะสม ตามสมมุติฐานดังนี้
  • คนกู้บ้านต้องมีอาชีพที่มั่นคง (แพทย์ อัยการ ผู้พิพากษา รัฐวิสหกิจชั้นดี เอกชนTop100)
  • ทำประกันชีวิต
  • บ้านมีมูลค่าพื้นฐานสูงกว่าจำนวนเงินที่ขอกู้
รวมแล้วประมาณ 400 คน ที่อัตราดอกเบี้ย MRR - 2%  โดยมีข้อเสียคือ ใช้เวลานาน ช้า และ บางคนไม่สามารถกู็ได้


2. ธนาคารปล่อยกู้บ้าน ทุกคน ตามสมมุติฐานดังนี้
  • ธนาคารมีการดูแล model ที่เหมาะสม เช่น 
    • ประชากรเมืองนี้ default rate 80% 
    • recovery value 70%
  • มีการปรับดอกเบี้ยสูงเพื่อชดเชยความเสี่ยง
รวมแล้วประมาณ 950 คน อัตราดอกเบี้ย MRR - 0.5% มีข้อดีคือ ปล่อยกู้ทุกคน สะดวก รวดเร็ว ชื่อเสี่ยงดี

อาจจะแปลกดี ที่เราเห็นแนวทางการทำงานทั้ง 2 แบบในประเทศไทย  และแปลกดี ที่ลูกค้าบางครั้งไม่ทราบว่า แบบที่ 1 และ 2 แตกต่างกันอย่างไร แต่มักจะชอบไปแบบที่ 2 ทั้งๆที่จ่ายดอกเบี้ยแพงกว่าเยอะ

แบบไหนดีกว่ากัน แบบที่1 หรือ แบบที่ 2 ??

สมมุติ ปล่อยกู้บ้านเยอะๆ ให้กู้ทุกคน ไม่ต้องคิดมาก 3วันเอกสารครบเรียบร้อยปล่อยแน่
อัตราดอกเบี้ยแพงๆ ให้ดอกเบี้ยสวยๆช่วงต้น เช่น 0% 3 เดือนที่เหลือเฉลี่ย 7.5% 
ห้ามrefinance 3 ปี ฟันกำไรเหนาะๆไป3ปี

พอครบ 3 ปี ลูกค้าก็มาขอ refinance
ลูกค้าไม่ค่อยดีปล่อยไปอยู่แบงค์อื่น ลูกค้าดีๆ เก็บไว้ลดดอกให้

(ถ้าทำงี้ได้นี่กำไรเหนาะๆเลยเนอะ ภาพก็ดูดี แบงค์ปล่อยกู้ง่าย ทำงานรวดเร็วฉับไว)

จริงๆพวกนี้ความเสี่ยงแบงค์ดูง่ายมากนะ ถ้าอยากทำจริงๆ 
ดู average default probability ดู average collateral value ดูนิดดูหน่อยก็ได้ 
ขึ้นอยู่กับว่า กล้าหรือปล่าว ยิ่งต่างประเทศ เอาไปทำ MBS ยิ่งง่ายใหญ่เลย

Sunday, May 19, 2013

10000 hours

Malcolm Gladwell  พูดในหนังสือของเขา(Outliers: The Story of Success) เกี่ยวกับ กฎ  10,000 ชั่วโมง ว่า เคล็ดลับความสำเร็จในด้านต่างๆก็ตาม คือ ต้องฝึกซ้อม 10,000 ชั่วโมง   
หรือคิดง่ายๆว่า ถ้าทำทุกวัน
วันละ 1 ชั่วโมง ก็ใช้เวลา 27 ปี
วันละ 2 ชั่วโมง ใช้เวลา 14 ปี 
วันละ 8 ชั่วโมง ใช้เวลา 3.5 ปี
วันละ 8 ชั่วโมง เฉพาะจันทร์ถึงศุกร์ ก็ 4.8 ปี (พอๆกับการเรียนปริญญาเอก หัวข้อนั้นๆ ซักใบ)

ผมเชื่อว่า internet เปลี่ยนโลกนี้ไปเยอะมากนะครับ
ช่วยให้สามารถลดเวลา 10,000 ชั่วโมงไปได้มาก จากการติดต่อสื่อสารที่สะดวกขึ้น  community ต่างๆที่ทำให้คนหลงทางน้อยลง ศึกษาตามคนที่สำเร็จแล้วได้มากขึ้น เข้าถึงความรู้ได้สะดวกขึ้น ฯลฯ  
ขณะเดียวกัน internet ก็ทำให้คนบางคน เสียเวลา หลงทางได้ง่ายขึ้นเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นการเสียเวลากับเรื่องไร้สาระ ที่ทำให้เรามีเวลาไปเก็บชั่วโมง 10,000 ชั่วโมง น้อยลง   ไปติดตามกูรูที่ไร้ประโยชน์ หรือ อาจจะวอกแวกไปกับหลายๆกิจกรรม

ย้อนกลับมามองดูตัวเอง  อายุ 31 ปีแล้ว
อยากทำอะไรอีกหลายอย่าง

อยากเก่ง
(1)ภาษาอังกฤษ (2)ภาษาจีน
(3)เรื่องงานประจำ (4)สนใจการลงทุน
งานอดิเรก อยากเก่ง (5)กอล์ฟ (6)ทำอาหาร (7)สุราเมรัย (8)พับกระดาษ

ไหนจะเรื่อง (9)คอมพิวเตอร์ ที่ไม่อยากจะทิ้งอีก

ทำไงดีครับ T__T









Monday, May 13, 2013

เป้าหมายง่ายๆ

เป้าหมายง่ายๆของตัวเอง วันที่ 13 -17 พฤษภาคม 2556

1. ตื่นก่อน 6 โมงเช้า
2. กิน apple ตอนเช้าก่อนทำงาน (20บาท ซืื้อจากแผงลอยข้างถนน)  ยกเว้นให้วันจันทร์ กรณีไม่มีแผงลอยขาย
3. ไม่สั่งกาแฟเย็นตอนเช้า ถ้าอยากกิน ให้ชงเอง

# วันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์
 ทำได้สำเร็จครับ :)





Sunday, May 12, 2013

Laptop

Laptop #1   ปี 2544 ตอนอยู่ปี 1  (อ้างกับพ่อแม่ว่า ต้องมีไว้เพื่อทำงานสะดวก)  Acer รุ่นอะไรไม่รู้ จำไม่ได้ หนักมาก เกือบ 3 กิโลกรัม

Laptop #2 ปี 2548 ตอนอยู่ปี 4  Acer โดนขโมย ต้องซื้อใหม่ T_T เป็น BenQ รุ่น Joybook 6000 เบากว่าเดิมเยอะ ประมาณ 

Laptop #2.5 ปี 2550  เครื่องของบริษัทให้ IBM Lenovo ทำงานอยู่ 11 เดือน พอลาออกก็ต้องคืน 

Laptop #3 ปี 2551 IBM thinkpad X60  เบิกบริษัทได้ เลยซื้อ พร้อม Dock ด้วย   หลังๆมีปัญหาว่า harddisk เสียงดัง อ่านข้อมูลช้ามาก  ทำงานแทบไม่ได้ เพราะใช้เวลาเปิดเครื่อง 10-15นาที เคยไป present งาน ต้องรอประมาณ 15 นาที เปิดเครื่อง


ตอนปี 2554 ก็มีแอบปันใจ ไปซื้อ Desktop มาที่บ้านห้องนอนซักเครื่องนึง  เพราะว่า พอดีเปลี่ยนสายการทำงาน จากงาน IT มาทำงานสาย Banking แล้ว ก็คิดว่าไม่น่าจะจำเป็นต้องใช้ laptop เลย เลือก desktop เพราะจะราคาประหยัดกว่า hard disk มากกว่า  

สุดท้ายก็เจ็บปวด เพราะชีวิตทุกวันนี้ มันอาจจะมีบางช่วงเวลาที่ต้องทำงานนอกบ้านบ้าง  เช่น  คุย project เล็กๆกับเพื่อน  เอางานไปขอคำปรึกษารุ่นพี่ หรือว่า อาจจะนึกครึ้มอยากนั่งทำงานนอกบ้านปรับอารมณ์บ้าง

สงสัยต้องมองหา laptop ใหม่ซักเครื่องแล้วครับ  :D