Sunday, August 16, 2015
EQ
EQ คือการที่เราสามารถรับรู้และควบคุมอารมณ์ ไม่ให้เราเป็นฝ่ายที่ถูกอารมณ์ควบคุม
Emotional intelligence requires a balance between the emotional “feeling brain” and the rational “thinking brain.”
4 steps of EQ
-Self-awareness เข้าใจตัวเอง
-Self-management สร้างสมดุลระหว่าง อารมณ์และเหตุผล
-Social awareness เข้าใจสังคม
-Relationship management บริหารความสัมพันธ์กับรอบตัว
ยากที่สุดก็คือข้อ1นี่แหละ
วิธีที่จะเพิ่ม EQ สองข้อแรก คือ การที่เราคุยกับตัวเองมากขึ้น ถามตัวเองบ่อยๆ
วิธีที่เราคิดเกี่ยวกับความสำเร็จและความล้มเหลว เป็นตัวจำกัดเรา
ตัวเราเองมักจะมีสองส่วนในความคิด คือ
conscious self กับ automatic self
เราทำอะไรที่แย่ ก็เพราะเราใช้ส่วนที่เป็น automatic self คิดหรือทำ
ต้องระวัง self serving bias
มันคือสิ่งที่บอกว่า เราดี เราถูก และสังคมหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวผิด (หรือโทษคนอื่นนั่นแหละ)
่นอกจากนี้ ความรู้สึกด้านลบ เช่น กลัว โกรธ เกลียด ไม่ชอบ อาจจะทำให้เรามีพฤติกรรมไปในทาง self-destructive behavior ได้
คนที่ยอมแพ้มี 2 ประเภท
1 พวกที่ไม่พยายามแก้ไข และคิดว่าปัญหาเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้
2 พวกที่พยายามแก้ไขหลายครั้ง แต่ไม่สำเร็จ จนเบื่อหน่ายหมดกำลังใจที่จะแก้ไข
ถ้าอยู่ในข้อที่2 อาจจะต้องลองตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้จริงๆมากยิ่งขึ้น
เช่น อย่าเลิกบุหรี่ทันที แต่พยายามสูบให้น้อยลงเรื่อยๆ
เวลาเครียด
Change it
Leave it
Accept it
Monday, October 20, 2014
หนังสือที่อ่านจบ
- วิชา[ความคิด]ที่คุ้มค่าหน่วยกิตที่สุดในโลก (inGenius) โดย Tina Seelig
(ระยะเวลาในการอ่าน 1 วัน) เช้า พักเที่ยง เย็น 20/10 /2014 - 148 บาท งานหนังสือแห่งชาติ
Tuesday, July 1, 2014
Midyear Review 2014
Mid-year Review 2014
(ตอนแรกเขียนไว้แบบนี้)
- (ผ่าน) สร้างวินัยในการตื่นนอน ด้วยการเมื่อตั้งนาฬิกาปลุกแล้ว จะไม่มีการกด Snooze เพื่อนอนต่ออีก 15 นาที
- (ผ่าน) กินกาแฟหวานๆไม่เกิน 1 แก้วต่อวัน (ถ้ากินมากกว่า1แก้ว ต้องแจ้งคนขายว่า หวานน้อย หรือ ไม่ใส่น้ำตาลเลย)
- (ผ่าน) พยายามคิดหลายรอบให้ถ้วนถี่ก่อนซื้อของ ทำ check list แล้วค่อยกลับไปซื้อ
- (ตก) อ่านหนังสือเล่มปรกติ สัปดาห์ละ1เล่ม (โดยเฉพาะหนังสือที่มีอยู่เต็มบ้าน)
- (ตก) นั่งสมาธิสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
- (ตก) ลดน้ำหนักเหลือ 67 kg
- (น่าจะตก) สอบ CFA2 ให้ผ่านในเดือน มิถุนายน
- (ตก) ควบคุมรายจ่ายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
รวมถึงประเมินตัวเองอีกซักหน่อย อาจจะไม่เหมือนกับ resolution ที่ตั้งไว้ละกัน
-CFA II สอบไป June 2014
ไม่น่าจะผ่าน เพราะอ่านน้อย มี Emotional เข้ามาเยอะ
- แต่สอบ single license ผ่านนะ
- ออกกำลังกาย
ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง (น้ำหนักอยู่ในช่วง 72-73 kg)
- เหล้า
กินน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
- อ่านหนังสือ
อ่านน้อยมาก หมดเวลาไปกับการเดินทาง และ Social media เยอะ
- การประหยัด
ประหยัดค่าใช้จ่ายได้ค่อนข้างเยอะ ไม่มีรายจ่ายก้อนใหญ่ๆเลย
- ไม่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ
- ไม่ได้ซื้อ Gadget ชิ้นใหญ่ๆ
- ความคิด
ได้ต้นแบบในทางที่ดี เป็นที่ปรึกษาได้หลายเรื่อง
- ได้มุมมองใหม่ๆมากขึ้น
- แนวคิดเรื่องของ minimalist
- ได้ลองกิจกรรมใหม่ๆ
- การรู้จักเพื่อนใหม่ (นอกจากที่ทำงานใหม่)
- รู้จักคนใหม่ๆน้อย ต้องเพิ่ม Network มากกว่านี้
- การทำงาน
ยังไ่ม่เป็นที่น่าพอใจในผลงานของตัวเอง
- การลงทุน
-ยังอยู่ในช่วงทดลอง ยังหาแนวทางไม่เจอ
- ซื้อคอนโด ซ่อมบ้าน สร้างบ้าน
- ยังตัดสินใจไม่ได้ ว่าจะเพื่อวัตถุประสงค์อะไร
(เพื่อการลงทุน เพื่ออยู่อาศัย หรืออะไร)
- (สืบเนื่องจากด้านบน) ยังเลือกทำเลไม่ได้
สรุป ผ่านแค่ 3/10
แถม งานอดิเรกใหม่
ทดลองเลี้ยงต้นไม้น้ำ
- ผลลัพธ์ ตายไปหลายต้น เนื่องจาก แสงแดดไม่เพียงพอ อุณหภูมิสูงไป และ Cl สูง
Sunday, March 2, 2014
งบประมาณในการซื้อของสมัยนี้
เช่น อยากซื้อ TV ใหม่ ราคา 15,000 บาท
เราอาจจะต้องเตรียมงบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 20% - 25% ไปเลยจะดีกว่า
เช่น 15,000 ก็จะต้องเตรียมงบประมาณถึง 18,000-19,000 บาท
เพราะอาจจะมีค่าใช้จ่ายแฝงเพิ่มเติมอยู่เสมอ
เช่น
ซื้อ TV ก็ต้องซื้อสายต่อ HDMI ซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติม แท่นวาง ฯลฯ
ซื้อ มือถือใหม่ ก็ต้องซื้อ กรอบ ซองใหม่ แผ่นปิดหน้าจอ Dock ใหม่ สาย charge เพิ่ม แท่นเพิ่ม appอีก
ซื้อ laptop ใหม่ ก็ต้องซื้อของเพิ่มอีกหลายอย่าง กระเป๋า mouse อุปกรณ์ port ต่างๆ Software
ไปกินอาหาร เห็นราคาบนเมนู สุดท้ายก็ต้อง บวกค่าน้ำ ค่าVAT ค่า Service charge อยู่ดี
หรือแม้กระทั่งไปเที่ยว ก็ต้องมีค่าเดินทางจุกจิก ค่าVISA ค่าซื้อของฝาก Tip guide อะไรอีกมากมาย
ซื้อบ้าน ซื้อรถ ไม่ต้องพูดถึง งบประมาณบานปลายแน่ๆ
ดังนั้น สมมุติว่า ตั้งใจว่ามีงบ 20,000 บาท ก็อย่ามองเป้าหมายของ สินค้าที่ 20,000 บาท อาจจะต้องมองสินค้าลงมาหน่อยที่ประมาณ 15000 - 16,500 เลยดีกว่า เพื่อสุดท้ายแล้ว งบประมาณไม่บานปลายเกิน 20,000 บาท ตามที่ตั้งใจไว้
หรือถ้า อยากได้ของราคา 20,000 บาท ก็ต้องทำใจและเตรียมงบจริงๆ 24,000 บาท ไปเลย จะได้อยู่ในงบแน่ๆ
ป.ล. สำหรับคนมีเงินเหลือพออยู่แล้ว บนความนี้ไม่จำเป็นต้องสนใจก็ได้ครับ :-D
Friday, February 28, 2014
ชานมไข่มุก
มักจะมีแก้ว 2 ขนาด คือ 16 oz และ 22 oz ราคาก็มักจะต่างกัน 10บาท เช่น 35 และ 45 บาท
ส่วนใหญ่ ถ้าเป็นคนคิดละเอียด หรือ เป็นคนงก อย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะคิดว่า
45/22 = 2.05 บาท/oz แต่ 35/16 = 2.18 บาท/oz
อย่างนี้ก็คิดว่า ซื้อแก้วใหญ่คุ้มกว่า และ สั่งแก้วใหญ่
ซึ่งมันเป็นความคิดที่......... ผิด
เพราะจริงๆแล้ว แม้ว่าเราจะซื้อได้ในต่อหน่วยมากกว่า
แต่เราต้องจ่ายเงินออกไปมากกว่า
หรือ คิดอีกมุมนึง ยังไงเราก็จะต้องสั่ง1แก้ว ต่อคนเสมอ
เราจ่ายเงินเพิ่มขึ้น หมายถึงเราให้รายได้แก่ร้านค้าเพิ่มขึ้น
โดยอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น แต่ซื้อเพราะราคาต่อหน่วยถูกกว่า
ทั้งที่จริงๆแล้ว ไม่ว่าแก้วใหญ่ หรือ แก้วเล็ก เวลาเรากินหมด
เราก็ไม่ได้กลับไปซื้อเพิ่ม เราก็กินแค่ 1 แก้วอยู่ดี
ยิ่งถ้ามองในมุมมองของร้านค้า ถ้าวันหนึ่งมีลูกค้าประมาณ 200 คน
ถ้าทุกคนสั่งแก้วใหญ่ หมด ยอดขายก็จะมากกว่า
จ่ายค่าเช่าที่ ค่าเงินเดิอนพนักงานได้มากกว่า
ถึงจุดคุ้นทุนไวกว่า แม้ว่าราคาขายต่อปริมาณจะน้อยกว่า ก็ตาม
ดังนั้น คราวหน้า ไม่ต้องสั่งแก้วใหญ่ก็ได้นะครับ
ป.ล. แล้วราคา starbucks เช่น
Iced americano 90/105/120 บาท สำหรับขนาด Tall 12/ Grande 16/ Venti 20 oz
แล้วเราจะซื้ออะไรดี? อันนี้ผมเองก็ยังคิดไม่ตก ส่วนใหญ่ถ้าเป็นกาแฟสด
Tall = 2 shots Grande = 3 shots Venti = 4 shots
Monday, January 20, 2014
สลิ่ม 3 สี
- สลิ่ม Babyboom เป็นสลิ่มยึดมั่นในอุดมการณ์ หรือความถูกต้อง ส่วนใหญ่ร่วมชุมนุมเพราะคิดว่า ระบอบทักษิณทำให้สถาบันล่มจม ว่าร้าย พยายามล้มล้างสถาบัน หรือ เป็นต้นเหตุของความชั่ว เป็นต้นเหตุของความเลวร้ายต่างๆในปัจจุบัน ส่วนใหญ่รักใครชอบใครรักจริง ชักจูงได้โดยการอ้างสถาบัน หรือกลุ่มที่มีความผูกพัน เช่น ชาวสีชมพูไม่เอาทรราช เหลือแดงต่อต้านคอรัปชั่น
- สลิ่ม Gen-X ถึง Gen-Yตอนต้น เป็นคนวัยทำงานตอนต้นๆ สลิ่มมีการศึกษาที่สูง มักจะมีฐานะที่ดี มีอาชีพการงานที่ดี มีแนวโน้มที่จะซื่อสัตย์ รู้สึกว่า ทักษิณมันเลว โกงกินอย่างมากเกินไปจนรับไม่ได้ รู้สึกว่า รู้ทันทักษิณ ทักษิณมันโกง ชนะการเลือกตั้งมาอย่างไม่เป็นธรรม ซื้อเสียง ประชานิยม ฐานเสียงต่างจังหวัด คนต่างจังหวัดไม่พร้อม ยอมรับการโกงบ้าง แต่รู้สึกว่า ทักษิณมันโกงมากเกินไป รู้ว่านักการเมืองโกงทั้งนั้น แต่โกงน้อยกว่า ก็พอรับไหว ยอมรับได้
- สลิ่มยุค social media เป็นคนรุ่นใหม่ กล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็น มีความคิดสร้างสรรค์ มีส่วนร่วมในกิจกรรม ใช้ชีวิตอยู่ใน Social media มีความคิดสร้างสรรค์ มีความคิดเห็น ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด บริโภคสื่อเยอะ เข้าร่วมกลุ่มได้อาจจะติดตามข่าวเยอะ แต่อาจจะรู้ประวัติศาสตร์ หรือ การเมืองการปกครองไม่มาก หรือ ผิวเผิน คิดว่าการแสดงออกแบบกลุ่ม กดlike หรือ share จะช่วยได้
Sunday, January 19, 2014
optimistic
มองโลกแง่ร้าย ซวยว่ะ ปีชง
มองโลกแง่ดี ซ่อมซะที ต่อไปจะได้เล่นสบายๆ วันนี้ทำอย่างอื่นไปก่อน
Monday, January 6, 2014
New Year Resolution
ตอนนี้ก็พอสรุป New year resolution สำหรับปีนี้ได้แล้ว
- สร้างวินัยในการตื่นนอน ด้วยการเมื่อตั้งนาฬิกาปลุกแล้ว จะไม่มีการกด Snooze เพื่อนอนต่ออีก 15 นาที
- กินกาแฟหวานๆไม่เกิน 1 แก้วต่อวัน (ถ้ากินมากกว่า1แก้ว ต้องแจ้งคนขายว่า หวานน้อย หรือ ไม่ใส่น้ำตาลเลย)
- พยายามคิดหลายรอบให้ถ้วนถี่ก่อนซื้อของ ทำ check list แล้วค่อยกลับไปซื้อ
- อ่านหนังสือเล่มปรกติ สัปดาห์ละ1เล่ม (โดยเฉพาะหนังสือที่มีอยู่เต็มบ้าน)
- นั่งสมาธิสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
- ลดน้ำหนักเหลือ 67 kg
- สอบ CFA2 ให้ผ่านในเดือน มิถุนายน
- ควบคุมรายจ่ายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
กลุ่มที่คิดว่า อยากทำแต่ไม่รู้จะกำหนด S.M.A.R.T ยังไง
(Specific Measurable Attainable Realistic Timely) อ่านที่นี่
- เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย (ฮา)
- วางแผนประจำสัปดาห์/ประจำวันล่วงหน้า
- ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า
- เลิกการเป็นPerfectionist
- เพิ่มความมั่นใจในตัวเองมากกว่านี้
- ทนุบำรุงสุขภาพกาย (เรื่องการกิน การดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย)
- ดืื่มสุราอย่างมีสุนทรียภาพ สันติภาพ ภารดรภาพ
- รักษาความสะอาดให้ดีกว่านี้
- พัฒนาการทำงาน
- พัฒนาทางด้านภาษาที่1 2 3
- พัฒนาแนวทางการหารายได้
- พัฒนาความสัมพันธ์
- กำหนดแผนแม่บทอุปกรณ์IT
- ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ซัก1แห่ง
- จัดห้อง
- รู้จักคนใหม่ๆ หางานอดิเรกใหม่ๆ เข้าสังคมใหม่ๆ
- กำหนดเป้าหมายชีวิต
- รู้จักตนเอง
- จดบันทึกมากขึ้น
Sunday, December 29, 2013
Juche idea
อันเป็นปรัชญาที่ถือกำเนิดในปี 1965 โดยคิม อิล ซุง ได้วางข้อกำหนดนี้ที่ผสมผสานระหว่างคติแบบขงจื๊อรวมกับสตาลิน มีหัวใจหลัก 3 ประการ คือ
1. ชาจู เป็นอิสระทางการเมืองไม่ขึ้นกับแนวคิดทางการเมืองของชาติอื่น
Political independence (Chosŏn'gŭl: 자주; Hancha: 自主; MR: chaju; RR: jaju)
2. ชาริป ยังชีพด้วยระบบเศรษฐกิจแบบพอมีพอกินด้วยการพึ่งตนเอง
Economic self-sustenance (Chosŏn'gŭl: 자립; Hancha: 自立; MR: charip; RR: jarip)
3. ชาวี เชื่อมั่นในการปกป้องประเทศโดยไม่พึ่งพาชาติอื่นใด
Self-reliance in defence (Chosŏn'gŭl: 자위; Hancha: 自衛; MR: chawi; RR: jawi)
To make revolution in Korea we must know Korean history and geography as well as the customs of the Korean people. Only then is it possible to educate our people in a way that suits them and to inspire in them an ardent love for their native place and their motherland.
- The people must have independence (Chosŏn'gŭl: 자주성; Hancha: 自主性; MR: chajusŏng; RR: jajuseong) in thought and politics, economic self-sufficiency, and self-reliance in defense.
- Policy must reflect the will and aspirations of the masses and employ them fully in revolution and construction.
- Methods of revolution and construction must be suitable to the situation of the country.
- The most important work of revolution and construction is molding people ideologically as communists and mobilizing them to constructive action.
(source: http://en.wikipedia.org/wiki/Juche
http://www.youtube.com/watch?v=oULO3i5Xra0&feature=youtu.be
http://thaipublica.org/2013/12/dprk-the-land-of-whispers/)
Saturday, December 28, 2013
การทดลองบริหารเงิน1
เนื่องจากข้าพเจ้ามีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารฟ้า 2 บัญชีอยู่แล้ว
เลยเกิดการทดลองขำๆขึ้น
- โอนเงินจากบัญชีบัตร Debit Visa เหลือแค่ 10,000 บาท เป็นค่าเริ่มต้น (และเผื่อกรณีฉุกเฉิน)
- ใช้ฟังก์ชั่นโอนเงินอัตโนมัติ ของ internet banking ตั้งเวลาการโอนเงิน ทุกวัน วันละ 450 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประจำวันแต่ละวัน ซึ่งเงินจะเข้าทุกวันจริงๆ (โหดมะ)
ลองดูซิว่า เทคโนโลยีจะสามารถบริหารจัดการค่าใช้จ่ายได้ดีหรือไม่?
ป.ล. ใครจะเอาวิธีนี้ ไปให้เงินค่าขนมลูก
การเมืองไทย1
แต่สาเหตุของปัญหาการเมือง คงเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนไทย
หรือจะพูดให้ชัดๆกว่านี้ คือปัญหาความแบ่งแยกระดับชั้นจนเกิดแนวคิดความเชื่อผลประโยชน์ที่แตกต่างกัน ของคนหลายกลุ่ม จนอาจจะสร้างความไม่เข้าใจกัน หรือความเห็นที่ขัดแย้งกัน
จนมีวาทกรรมที่สามารถเรียกได้ว่า อีกฝ่ายชั่ว อีกฝ่ายเลว อีกฝ่ายโกง และไม่มีความชอบธรรมทางการเมืองการปกครอง
แต่ถ้ามองอีกที แกนนำ หรือ ผู้นำของการเมืองไทยทุกสีทุกขั้ว ก็คือ คนกลุ่มเล็กๆชนชั้นเดียวกัน หรือพวกนักการเมือง ที่มาปลุกระดม คนกลุ่มของตัวเองให้ออกมาแสดงพลัง แสดงกำลัง หรือ ออกมากดดันอีกฝ่ายหนึ่ง กดดันเจ้าหน้าที่ของรัฐ กดดันตำรวจ กดดันทหาร ให้แสดงออกตามที่คนกลุ่มเล็กๆนั้น ต้องการ
ไม่ว่าจะเห็นการประท้วงกี่ครั้ง เราจะสามารถแบ่งแยกผู้ชมนุมเป็นคนกลุ่มย่อยๆ ดังนี้
1. แกนนำผู้ชุมนุม
-พวกที่ขึ้นเวทีไปทำกิจกรรมสะเทือนใจ ตื่นเต้น พูดจาสะเทือนอารมณ์ ประนามฝ่ายตรงข้ามว่าเลว
2. นายทุนการชุมนุม+ผู้สนับสนุนเบื้องหลัง+นักยุทธศาสตร์
-เราอาจจะไม่รู้ว่าพวกนี้เป็นใคร เพราะไม่จำเป็นต้องออกหน้า แต่เราต้องทราบว่า การชุมนุมมีค่าใช้จ่ายเยอะ และอาจจะต้องได้รับการวางแผนจากนักกลยุทธ์มาอย่างดี
3. ผู้ประท้่วงขาประจำ
- จะเป็นพวกที่ตั้งเต๊นท์ นอนค้าง ทำกับข้าว อยู่ร่วมกับผู้ชุมนุม อาจจะต่อสู้โดยมีปัญหาของตนเอง เช่น ที่ดินทำกิน ความยากจน และหวังว่า เมื่อม๊อบนี้ชนะแล้ว อาจจะช่วยแก้ปัญหาความเรียกร้องของตนเองได้บ้าง หรืออาจจะรับจ้างมาร่วมชุมนุม อันนี้ก็ไม่ทราบได้
4. ผู้ประท้วงขาลุยผู้รักความรุนแรง
- ไม่รู้ไปหาคนพวกนี้มาจากไหน แบ่งหน้าที่กันทั้งรักษาความปลอดภัย ทั้งเป็นทัพหน้าเสี่ยงตาย อาจจะมีอาวุธประจำตัว เช่น ปืน มีด กระบอง ธงชาติ(?) ก้อนหิน หนักสติ๊ก ฯลฯ โดยมากมักเป็นผู้ชาย แต่ชุดดำ แต่งกายมิดชิด มีผ้าหรือสัญลักษณ์ตามthemeของม๊อบผูกตามตัวบ้าง พฤติกรรมจะพร้อมที่แสดงออกถึงความรุนแรง บางม๊อบอาจจะใช้เด็ก หรือผู้หญิงเป็นทัพหน้าบ้างหากมีการปะทะ
5. ผู้ร่วมชุมนุม
แบ่งได้หลายจำพวก เช่น
- พวกหน่วยงานที่มาร่วมชุมนุมตามมติของหน่วยงาน เช่น สหภาพแรงงานต่างๆ หรือ ชมรมนักศึกษามหาวิทยาลัย ฯลฯ
- พวกที่รักแกนนำมาก เช่น รักน้องตั๋น
- พวกที่เกลียดฝ่ายตรงข้ามเข้าเส้น เช่น เกลียดอีปูว์
- พวกที่รักสถาบัน หรือความเชื่อ เช่น รักประชาธิปไตย เราเป็นคนดี
- พวกที่รู้สึกว่า ตัวเองเสียประโยชน์ในปัจจุบัน เช่น เห็นว่าจำนำข้าวทำชาติล่มจม
- พวกที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง หรือ การร่วมชุมนุมจะแก้ปัญหาได้
- พวกที่แกนนำหรือนายทุนเชิญมาจากที่อื่นๆ หรือ ผู้ชุมนุมนอกพื้นที่ เช่น มาจากต่างจังหวัด อาจจะเดินทางโดยรถตู้ รถทัวร์ รถไฟมาเป็นกลุ่ม
- พวกที่รับข่าวสารแล้วอยากมาร่วมชุมนุุม เช่น ข่าวทีวี หนังสือพิมพ์ Social media
- พวกที่มาตามเพื่อน ตามคนรู้จัก เช่น แม่ที่มาเป็นเพื่อนลูก ลูกที่พาพ่อมาชุมนุม มากับแฟน
- พวกอื่นๆ ที่ไม่มีอุดมการณ์หรือความเชื่อใด แต่อยากมาร่วมชุมนุมเพื่อประสบการณ์หรือความสนุกสนาน หรือ ความเอร็ดอร่อย
- แม่ค้าขายของ แพทย์ พยาบาล แม่ครัว ถือว่าเป็นผู้มาประกอบอาชีพ สร้างรายได้จากการชุมุนม
เนื่องจากคนพวกนี้มีหลายกลุ่ม หลายความเห็น รวมถึงอาจจะต้องการแค่มีการมีส่วนร่วม หรือ แสดงออกบางอย่าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะโดนแกนนำปลุกระดม หรือ นับรวมเป็นเสียงสนับสนุนที่แกนนำต้องการ ส่วนใหญ่ที่ไปแล้ว จะถูกอ้างอิงว่า เห็นด้วยกับทุกอย่างที่แกนนำต้องการ และ โดนใช้เป็นข้ออ้างถึงการชุมนุมโดยสงบ (โดยไม่พูดถึงการกระทำที่ใช้ความรุนแรง)
นอกจากนี้ เนื่องด้วยผู้ชุมนุมมีหลายกลุ่ม หลายวัตถุประสงค์ เราจึงไม่ควรเหมารวม ว่าผู้ชุมนุมคือใคร ผู้ชุมนุมต้องการอะไร ผู้ชุมนุมเป็นคนดี ผู้ชุมนุม เป็นคนเลว หรือ ผู้ชุมนุมใช้ความรุนแรง แต่เราต้องพยายามทำความเข้าใจ พยายามเข้าถึงปัญหา ให้การศึกษา หรือ แก้ไขปัญหาให้ผู้ชุมนุมด้วย สร้างความเข้าใจในภาพรวมแก่ผู้ชุมนุม เช่น
ผมรู้ว่า คุณคิดว่ากาารเมืองไทย มีปัญหา แต่ว่า สิ่งที่คุณทำคืออะไร คุณกำลังดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาหรือไม่ หรือ คุณเข้าใจวัคถุประสงค์ของการชุมนุมครั้งนี้หรือไม่ คุณเห็นด้วยกับแกนนำหรือแนวทางครั้งนี้มากน้อยแค่ไหน
อย่างน้อยก็หวังว่า สิ่งที่คุณพยายามทำ สิ่งที่คุณต่อสู้เพื่อ สิ่งที่คนอื่นต้องอดทนโดนพวกคุณลิดรอนสิทธิ มันจะคุ้มค่าพอ
ป.ล. อันนี้ไม่เกี่ยว แต่พยายามยัดเยียดว่าเกี่ยวข้องละกัน (เกี่ยวกับ money และ inequality)
(อย่างอื่นต่อตอนหน้า)
Friday, December 13, 2013
หัวข้อ 28101: เทคนิคในการจีบแพทย์หญิง (หมอผู้หญิงห้ามเข้ามาอ่าน)
ต้องรู้บ้าง ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มเจ็ดเข้าไป
แพทย์หญิงที่คุณจะจีบแบ่งคร่าวๆได้ 4 กลุ่ม
A. แพทย์หญิงนักศึกษาหรือนิสิตแพทย์หญิง เค้าจะเรียน 6 ปี อายุมักไม่เกิน 24 ปี
B. แพทย์หญิงใช้ทุน หลังจากเรียนจบจะทำงานใน รพ. อำเภอ หรือ รพ. จังหวัด
อายุในช่วง ยี่สิบกลางๆ รายได้เกือบ 100K เวลาพักแทบไม่มี
C. แพทย์หญิงเทรนนิ่ง จะทำงานอยู่ในโรงเรียนแพทย์ขนาดใหญ่ ในกทม. หรือ
รพ.หลักในภูมิภาค อายุวิ่งอยู่ที่ ยี่สิบปลายๆไปถึงสามต้นๆ รายได้ 20-30K
เวลาแทบไม่มี และ เครียดง่าย
D. แพทย์หญิงจบแล้ว จะประจำการตามรพ.ต่างๆตั้งแต่ โรงเรียนแพทย์ จนถึง
รพ. อำเภอ รายได้แปรผันแต่อย่างต่ำมักจะ 100K+ ไปจนถึง 1M
เวลาเริ่มมีมากขึ้น อายุอยู่ที่ สามต้นๆขึ้นไป
การจีบแพทย์หญิงกลุ่มที่ 1 หรือ นักศึกษาแพทย์
ทำได้ยากมากและโอกาสที่จะล้มเหลวมีสูงเนื่องจาก 1.
เค้าเรียนหนักไม่ค่อยมีเวลา 2. จบแล้วต้องไปใช้ทุนต่างจังหวัดอีกสามปี 3.
เค้ามักจะยังไม่สนใจเรื่องความรักมากนัก
คุณต้องเป็นนักเรียนแพทย์เท่านั้นจึงจะคว้าโอกาสอันนี้ไว้ได้
โดยการจีบตอนเรียนและไปใช้ทุนด้วยกัน แม้กระนั้นเลิกกันยังมีให้เห็นถมไป
สำหรับการ approach กลุ่มที่ 1 แม้จะยากมากหรือ สุ่มเสี่ยงต่อการเลิกราเพียงใด
แต่คุณต้องทราบว่า คุณหมอผู้หญิงหน้าตาน่ารัก นิสัยดี หรือ
แพทย์หญิงเกรด A+ จะอยู่ที่กลุ่มนี้ทั้งหมด หลายครั้งที่คุณพบเห็น
คุณหมอท่านนี้ทำไมสวยน่ารักขนาดนี้ มีเจ้าของหมดแล้วครับ
เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ
การจีบแพทย์หญิงใช้ทุน
นี่หล่ะครับ คือช่องทางที่ดีที่สุดของคุณในการจีบแพทย์หญิงอย่างยั่งยืน
เนื่องจาก คุณหมออยู่ที่อำเภอ
ค่อนข้างว่างกว่าตอนเป็นนักเรียนแพทย์หรือช่วงเทรนนิ่งมาก
ปลัดอำเภอ หมอชายรุ่นเดียวกัน รุ่นพี่ ตำหนวด ทนายความ พ่อค้า
สามารถเข้ามาจีบได้ (ติดรึเปล่าไม่รู้นะ)
ด้วยวัยขณะนี้ แพทย์หญิงจะเริ่มคิดเรื่องคู่ครองมากขึ้น
เทคนิคคือ
1. จริงใจ ให้เค้าสัมผัสได้
2. เริ่มต้นอย่างนุ่มนวล และ มีเรื่องราว ชวนให้คิดถึง
3. สุภาพบุรุษต่อผู้หญิง หมอหญิงร้อยละ 90 ชอบผู้ชายที่ดูเป็น gentleman
4. สะอาด ไม่โสโครก
5. เข้าใจอะไรง่ายๆ ไม่เรื่องมาก
ห้าข้อนี้ ในเงื่อนไขที่ว่ารูปร่าง + หน้าต้องได้
ปานกลางขึ้นไป แม้เค้าจะบอกว่าไม่สนหน้าตา
แต่เชื่อผม สนครับ ในระดับนึง... ต้องผ่านเกณฑ์ในระดับนึง
จะมาห้วล้าน พุงพลุ้ย มาดเสี่ย ไม่ได้
เงินเป็นเรื่องรองนะครับ สำหรับแพทย์หญิงกลุ่มนี้
ถ้าเป็นหมอด้วยกัน จะได้เปรียบอยู่สามช่้วงตัว
แต่อาชีพอื่นก็ไม่ใช่หมดโอกาสซะทีเดียว
การจีบแพทย์หญิงเทรนนิ่ง
เป็นจังหวะหรือโอกาสทองของแพทย์หนุ่ม ทั้ง resident/fellow/staff
แต่ไม่ใช่สำหรับบุคคลากรอาชีพอื่น
แพทย์หญิงเทรนนิ่ง มีความเป็นผู้ใหญ่มากระดับนึงแล้ว เกือบ 30 หรือ 30+
แพทย์หญิงที่ยังหลุดรอด มาได้ถึงกลุ่มนี้นั้นแบ่งได้เป็นสามแบบใหญ่ๆคือ
1. ไม่มีใครจีบ หรือ พูดเล่นๆกันในกลุ่มเพื่อนคือ
"ไม่มีใครเอา"กลุ่มนี้มีปริมาณมากที่สุด
2. คบแล้วเลิก ตรงนี้ที่คุณอาจจะมีโอกาสจีบ แพทย์หญิงระดับท๊อปได้บ้าง
แต่ปัญหาคือ กลุ่มนี้อาจจะลืมแฟนเก่าไม่ได้
มีปัญหาเฉพาะตัวบางอย่างที่ทำให้ต้องเลิก หรือ เข็ดขยาดผู้ชายไปเลย
ไม่ง่ายที่คุณจะจีบ อาจมีปัญหาหรืออุปสรรคได้มาก
3. มีคนมาจีบ แต่ไม่เคยตกลงปลงใจกับใคร หายากมากครับ (super rare)
เหมือนในนิยาย แต่ว่ากันว่ามีอยู่จริง ก็ไม่ง่ายอีกเช่นกัน
ที่คุณจะชนะใจเธอได้
การจีบแพทย์หญิงจบแล้ว
หัวข้อนี้คิดอยู่นานมากนะครับ ว่าจะเขียนดีมั๊ย
เพราะผมกลัวตาย
แต่ไม่เป็นไร ไหนๆหมอผู้หญิงก็ไม่ได้เข้ามาอ่านอยู่แล้ว
แพทย์หญิงที่หลุดรอดมาจนถึง ณ จุด จุด นี้
ต้องบอกว่า ที่สุดของแจ้แล้วครับพี่น้อง
คุณคิดดู ว่าเค้าฝ่าด่านอรหันต์ มากี่ชั้น โดยไม่เสียความโสดไปซะก่อน
เธอเหล่านี้เป็นเหมือนสิ่งทีค่า ที่ควรทะนุ บำรุง เอ๊ย ถนอม ไว้เหนือสิ่งอื่นใด
ก่อนที่คุณจะเข้าไปจีบ
แหม .... อารมณ์ประมาณ เล่นเกมส์แล้วไปถึงบอสด่านสุดท้าย มันต้องยากแน่ๆ
ก่อนที่คุณจะเข้าไปจีบ นะครับ
คุณควรรู้ nature ก่อนว่า เพราะอะไร เค้าถึงยังโสด
สาเหตุ ได้แก่ .....
ก. ตั้งแต่เป็นสาวมา ไม่เคยมีหนุ่มมาจีบเลยแม้แต่คนเดียว
(ก็เป็นกลุ่มเดิม จากแพทย์หญิงเทรนนิ่งนะครัช)
ข. มีมาจีบ แต่ มันไม่ใช่ มันไม่โดน แพทย์หญิงกลุ่มนี้ มักจะมีสเปคที่ค่อนข้างสูง
ค. มีแฟนมาแล้วเลิก จน เข็ด ขยาด เจอผู้ชายชั่วๆ เลวๆ ไม่เอาอีกแล้ว
ขออยู่คนเดียวดีกว่า อันนี้คุณจะเจอแบริเอ่อร์ที่หนากว่า บชน. แน่นอน
ง. แพทย์หญิงเลสเบี้ยน มีจริงๆนะครับ
ไม่ใช่มีแต่หมอผู้ชายเก้งกวางที่ล้อเลียนกัน หมอผู้หญิงก็มี
แต่เราไม่รู้เท่านั้น
เมื่อเข้าใจ nature หรือที่มาของแพทย์หญิงจบแล้ว
คุณต้องรู้อีกอย่างว่า หมอผู้หญิงเหล่านี้
ไม่ใช่เข้าหาได้ง่ายๆ เพราะ อายุเค้าเป็นระดับผู้ใหญ่มากๆ
รายได้เค้าหลััก หลายแสนนะคุณ
คุณคิดดู กระเป๋า เครื่อวสำอาง การกินอยู่
ของเค้าระดับไหน
คุณเงินเดือน ห้าหกหมื่น ไม่มี อะไรเป็นของตัวเองซักอย่าง มีแต่หนี้
ต้องคิดให้หนัก ก่อนเข้าไปจีบ เค้าอาจจะไม่สนเรื่องเงิน
แต่คุณเป็นผู้ชาย ถามตัวเองก่อน ไหวมั๊ย
ปัญหาที่จะตามมา หลังเป็นแฟน หรือ แต่งงานไปแล้ว
รับได้มั๊ย
โอเค ถ้าคิดว่าไหว ก็ลุยต่อ
แพทย์หญิงจบแล้ว ส่วนใหญ่ มักจะตกผลึกทางความคิดไปเรียบร้อยแล้ว คือ
ไม่ได้แคร์เรื่องชีวิตคู่อีกต่อไป
เค้าอยู่มาได้ ถึงขั้นนี้ เค้าไม่แคร์ ไม่ need มากเหมือนสาวๆแล้วคุณ
คือ มีก็ดีถ้าเจอ ไม่มีก็ไม่เป็นไร
ดังนั้น การที่คุณจะทำให้เค้าคลิกได้ สำคัญสุดเชื่อผม สองอย่าง
1. ความเข้าใจที่คุณมีให้เค้า อย่างจริงใจ
2. ความซื่อสัตย์
ความรู้สึกที่เติมเต็มชีวิตเค้า ที่ขาดหายไป แบบ you complete me
คุณไม่ต้องลีลามาก ไม่ต้องงััดเทคนิกเสี่ยวๆ อะไรมาใช้ทั้งนั้น
เค้าฉลาดกว่าที่คุณคิดเยอะ ระดับสอบบอร์ด ซับบอร์ดผ่านมาได้
ฝ่าดงตีน รรพ. ขณะเทรนนิ่ง มาได้ จิตเค้าอยู่ในระดับไม่ธรรมดาแล้วคุณ
เท่าที่ผมสังเกต แพทย์หญิงจบแล้ว
จะมีลักษณะเฉพาะบางอย่างที่ค่อนข้างชัดเจน อาจจะเป็นเพราะเค้าไม่ได้มีลูก
หรือ สามี ให้ต้องเครียด
- แพทย์หญิงการเมือง สังเกตได้หน้าเฟส จะมีรูปธงชาติมั่ง นกหวีด มั่ง
สัญลักษณ์ต่างๆมั่ง เช็คอิน ตามสถานที่ชุมนุมต่างๆตลอดเวลา
ถ้าคุณอยากรู้จักเค้าให้มากขึ้น อาจจะลอง คุยเรื่องการเมืองดู
- แพทย์หญิงวิชาการ มักจะเป็นอาจารย์หรือ staff รรพ.
ชีวิตทุ่มเทให้กับการสอน งานวิจัย ลูกศิษย์
อันนี้คุณไม่ต้องไปคุยกับเค้าเรื่องวิชาการ เหมือน วิธีแบบแพทย์หญิงการเมือง
คุณดึงตรงข้ามเลย เชื่อผม ขั้วตรงข้ามไปเลย ตลกมั่ง ฮาๆ พาไปดูการแสดง
ภาพยนตร์ หรือ เล่นกีฬา
- แพทย์หญิงกตัญญู อันนี้น่ารักมากจริงๆ ผมเห็นหลายคนแล้ว
เมื่อไม่มีครอบครัว เธอก็ทุ่มเททุกอย่างให้ พ่อกับแม่ ทั้งหมด
แพทย์หญิงกลุ่มนี้ แหละครับ ที่ผมแนะนำให้จีบ
- แพทย์หญิงสปอร์ตเกิร์ล โยคะเย็น โยคะร้อน แอโรบิค
บินทุกส่วนของร่างกายได้ 360 องศา วิ่งเป็น 10 กิโล ดำน้ำ ตีแบด
สายเทนนิส
- แพทย์หญิงอินเวสเตอร์ เงินกรูเก็บในธนาคารไมได้เด็ดขาด
ผ่งผื่นจะขึ้นทันที วันนี้เงินเราทำเงินให้เราได้เท่าไหร่กันนะ
ทองลงอีกแล้วเธอ เก่งก็ดีไป ชิบหายผมก็เห็นมาหลายรายแล้ว
- แพทย์หญิงก้นครัว ไม่ใช่ทำอาหารเก่งนะ
แต่เป็นสมาชิกภาพถาวรของห้องก้นครัว พันทิป และ ห้อง associated
comorbidities อื่นๆ เช่น ห้องแป้ง และ บลูพลาเน็ท ตามเก็บกินมันทุกร้าน
ลองเครื่องสำอาง หรือของเล่น ใหม่ๆตลอดเวลา หนักข้อเข้าเป็น reviewer
เองเลย
- แพทย์หญิงแบรนด์เนม
..... เอ่อ เดี๋ยวจะหาว่าผม ปากจัด คือที่เล่ามา นี่ประสบพบเจอมาเองหมดนะครับ
แพทย์หญิงแบรนด์เนม ทุกชิ้นส่วนในร่างกาย ไม่ใช่แค่แบรนด์เนมนะ
ต้องอินเทรนด์เปลี่ยนตามฤดูกาล ทั้งร่าง รองเท้า ซื้อเหมือน ใช้แล้วทิ้ง
เอาไปกันน้ำท่วมแทนถุงทรายได้เลย
- แพทย์หญิงธรรมะ ที่ผมสังเกตดูจะมีสองสาย คือแพทย์หญิงธรรมกาย กับ
non-ธรรมกาย มักจะพูดจาช้าๆเนิบๆ พร้อมสอดแทรกหลักธรรม บวกคำคมต่างๆ
เป็นระยะ ถ้าจะเข้าหา คุณก็ควรเป็น "คนดี" ระดับนึง
รู้ได้ยังไงว่า(กรู)เป็นคนดี มิตรสหายท่านหนึ่งเคยบอกว่า
ถ้ามีคำถามแบบนี้ในใจแปลว่าเอ็งไม่ใช่คนดีแน่ๆ
คนดีต้องรู้ได้เลยว่าเราเป็นคนดี ... เอ่อ แต่ป้าซักผ้าใต้หอเคยบอกผมว่า
เกือบทั้งหมดของพวกที่บอกว่าตัวเองเป็นคนดี แม่_ *&%^ ทั้งนั้น
ก็ว่ากันไป
- แพทย์หญิงไนท์ไลฟ์ กลุ่มนี้ ผมไม่เคยคิดว่ามี แต่มีจริงๆ เน้นปาร์ตี้
เที่ยวดึก ส้นตึก ... เงินเค้าเยอะคุณ พร้อมกลุ่มพันธมิตร ขาเม้าท์มอย
ของเค้า หมอ เก้ง กวาง และ แพทย์หญิงไร้คู่ร่วมอุดมการณ์อีกมากมาย
ตอนกลางวันดู สวยเรียบ น่าเกรงขาม พอตกดึก เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
เปรี้ยวจี๊ดเซ็กซี่ ลืมวัย ขึ้นมาทันที สเตปที่ออกนี่
ไม่ใช่สมัครเล่นแน่ๆ บาร์ที่ไป มีตั้งแต่ทั่วๆไป จนถึงระดับไฮเอนด์
รถที่ขับไปนี่แต่ละคัน ไม่ใช่รถคันแรก พวก มาร์ช บริโอ หรือ มิราจ นะคุณ
นานมาละผมเคยไปเที่ยวที่ผับไฮโซแห่งนึง เจออยู่คนนึง ... สุดอ่ะ
เข้าไปขอเบอร์ คุยกันซักพัก ถึงรู้ว่าเป็น staff allergy เด็ก
เงิบเลยทีเดียว
- แพทย์หญิงเกมเมอร์ วันๆไม่สน ha อะไรทั้งสิ้น นั่งเล่นแต่เกมส์ บน iPad
มือถือ เก็บสกิล เก็บเลเวล ปลูกผัก สร้างเมือง เล่นแบบไม่สนผู้สนคน
ผมเคยเจอ รุ่นพี่ผม จบ Mayo Clinic ตั้งแต่ dent ยัน fellow นะคุณ
ไม่มีแฟน ไม่มีครอบครัว วันๆ(กรู)ปลูกผัก สร้างเมืองอย่างเดียว ...
เคยนั่งอยู่ห้องพักแพทย์ด้วยกัน ... เอ่อ พี่ ครับ ...
พี่ใส่เสื้อกลับข้างอ่ะ ... ไม่หันมามองผมด้วยนะ ตามองจอ iPad นิ้วกดๆๆ
แล้วเปรยเบาๆ ออกมาว่า "ว่างมากเหรอมรึงอ่ะ"
กุญแจสำคัญ ที่คุณจะชนะใจแพทย์หญิงได้ คือคุณต้องเข้าใจตัวตนของเค้าให้ได้ก่อน
สรุปส่งท้าย take home message
ข้อดีข้อเสียของการมีแฟนเป็นแพทย์หญิง
ข้อดี
1. ครอบครัวมั่นคง รายได้ต่อเดือนทำให้ครอบครัวในอนาคตคุณไม่ลำบากแน่
(พวกผู้ชายที่เกาะผู้หญิงกิน จะชอบข้อนี้มาก)
2. หน้าตา ในสังคม จะดูดี มีระดับ ขึ้นมาทันที ถ้าแฟนคุณเป็นถึงแพทย์หญิง
3. ลูกออกมา น่าจะฉลาดเหมือนแม่เค้า อย่างน้อยก็ไม่โง่
4. ได้ไปประชุมวิชาการบ่อยๆ บางทริปก็มีสปอนเซอร์ให้ด้วย
5. สุขภาพคุณและพ่อแม่ อย่างน้อยคุณมีภรรยาซัพพอร์ทให้ รู้จักอาจารย์เก่งๆมากมาย
ข้อเสีย (จะเขียนดีมั๊ยวะเนี่ย)
1. ส่วนใหญ่มีความมั่นใจสูง มีความเป็นผู้นำ ทำให้คุณไม่ใช่ช้างเท้าหน้า
อย่างแน่นอน อย่างมาก ก็ได้แค่ เท้าหน้าข้างซ้ายหรือขวา หนัก
เข้าอาจเป็นเท้าหลังหรือ หางไปเลย
ที่สำคัญ ตรงนี้มักจะไม่แสดงออกให้เห็นในระยะแรก เมื่อคบไปซักพัก หรือ หลังแต่ง
จะเริ่มเห็นมากขึ้น
ยกตัวอย่างบ้านๆ เช่น พอเดินมาถึงห้าง
"วันนี้ เราไปกินราเมงกันมั๊ยครับ ผมเลี้ยงเอง"
ถ้าเป็นผู้หญิงทั่วๆไปก็อาจจะ
"ดีเหมือนกันเนอะ เอาสิคะ"
"อยากกินราเมงร้านไหนเอ่ย ... เดี๋ยวช่วยเลือกนะ"
แต่เมื่อเป็นแพทย์หญิง คุณอาจจะได้รับคำตอบแบบนี้
"..........." นิ่งอหิงสา ไม่มีคำพูดใดๆหลุดออกมาทั้งสิ้น
ถ้าเป็นแพทย์หญิงการเมือง แปลว่าเค้ากำลังทำอารยะขัดขืนกับคุณ
"ยังไม่หิว ... ไปซื้อของก่อน"
"ราเมงอีกละ ... ไม่เบื่อมั่งเหรอ"
"ก็ต้องเลี้ยงอยู่แล้วมะ เป็นผู้ชายจะให้ผู้หญิงจ่ายรึไง ... "
เป็นต้น
2. งานบ้านงานเรื่อน ส่วนใหญ่แทบทำไม่เป็นเลย
เพราะชีวิต เค้ามีแต่เรียนกับเรียน ตั้งแต่เด็กๆ อยู่หอก็มีป้าซักรีดให้
ใช้ทุนก็มีคนทำให้หมด
คุณทำใจได้เลยว่า ถ้าแต่งไป ซักผ้า รีดผ้า ล้างจาน ล้างส้วม ทำกับข้าว
90% คุณทำ เค้าจะทำเป็นมาช่วยๆ พอเป็นพิธี
ในฐานะ ผู้หารายได้หลักของครอบครัว
เรื่องแค่นี้ เงินเดิอนห้าหกหมื่น
ช่วยได้ ก็ช่วยกันบ้าง อย่าบ่น
3. บางสาขา คุณทำใจโดนปลุกเพราะ เสียงโทรศัพท์ได้เลย
ตลอดชีวิต เพราะ มันจะมีโทรมาเรื่อยๆ
ไปเที่ยวไหน หรือ ทำอะไร หรือ จะเข้าพระเข้านาง
ก็อาจจะมีมาขัดจังหวะ เสมอ
โดยเฉพาะ คนไข้ vip อย่าคิดว่ารพ. รัฐ ไม่มี
รพ. รัฐ นี่แหละหนักเลย โดยเฉพาะ รรพ.
4. ถ้าทะเลาะกันขึ้นมาเมื่อไหร่ ให้ระวังเอาไว้ให้ดี
แพทย์หญิงส่วนใหญ่ เน้นว่า ส่วนใหญ่ ไม่ใช่ทั้งหมด
จะรู้สึกว่า การศึกษา ความรู้ ฐานะทางสังคม เค้าสูงกว่าอาชีพอื่น
ดีๆกันไม่เป็นไร ทะเลาะกัน คุณต้องทำใจรับไว้บ้าง
5. อ้วนง่าย แก่เร็ว
สมมุติ คุณเห็นเค้าตอนนี้นะ บวกไปอีก 10 โลเป็นอย่างน้อย หลังแต่ง
ด้วยงานที่หนัก และ การใช้ชีวิตที่ผ่านมาหนักหน่วง
กว่ามนุษย์ทั่วๆไป ทำให้แพทย์หญิง มักจะแก่ง่าย ...
จบละ ตัวใคร ตัวมัน แล้วนะคุณ
ผมทิ้งกระทู้แล้วนะ ฟิ้วววววว ...
http://www.thaiclinic.com/cgi-bin/wb_xp/YaBB.pl?board=doctorroom;action=display;num=1386232886
Wednesday, December 11, 2013
การลาออก เปลี่ยนงาน
ลาออกจากงานเดิม ไปเข้าที่ทำงานใหม่
ที่ทำงานเดิม ทำงานถึงวันที่ 15/11/2013เริ่มทำงานที่ใหม่ วันที่ 25/11/2013
แต่...
ลาพักร้อนตั้งแต่วันที่ 2/11/2013
รวม ว่างงาน 24 วันก่อนเริ่มงานใหม่
สาเหตุที่ลาออก ใช้อารมณ์เป็นหลัก (อันนี้ยอมรับ)
-รู้สึกงานไม่ท้าทาย ไม่เรียนรู้
-ไม่พอใจกับการเลื่อนตำแหน่งปีที่ผ่านมา
-เริ่มต้องทำสิ่งที่ไม่อยากทำแต่ต้องทำ
-วัฒนธรรมองค์กร
-ผลตอบแทนดี แต่ยังไม่เร้าใจ
-ต้องการเรียนรู้งาน
-ต้องการพิสูจน์ตัวเอง
-เซ็งCEO
สิ่งที่เสียสละ
- -ไม่ได้โบนัส&เสียโอกาสขึ้นเงินเดือนปีที่ผ่านมา
- -ไม่ได้ทำโครงการที่เริ่มไว้ให้จบ
- -ชื่อเสียง คุณงามความดีที่สั่งสมมา ณ ที่ทำงานเก่า
- -ตำแหน่ง VP รองผู้อำนวยการฝ่าย
- -Connection ในสถานที่ทำงานที่สร้างไว้
- -Career Path ความมั่นคง
- -สถานะ นักเรียนทุน/High Potential
- -เพื่อน
แต่......1: ชดเชยได้ 2,5,7: สิ่งลวงตา 3,8: ไม่ได้หายไปไหน ติดตัวเราอยู่แล้่ว 4,5,6: ในเมื่อสร้างที่เก่าได้ ก็ต้องสร้างที่ใหม่ได้
สาเหตุที่เลือกทำงานที่ใหม่
-ธุรกิจเดียวกัน เข้าใจแนวธุรกิจดี
-ระบบงานค่อนข้างดี-คนเก่งเยอะ
-วัฒนธรรมองค์กรค่อนข้างดี-ผลตอบแทนตาม Performance-ได้ยินมาว่า โหด
-อยากพิสูจน์ตัวเองกับความโหด
ปัญหาที่พบในช่วงเปลี่ยนงาน
-ความขลุกขลักของเอกสารต่างๆ เช่น จดหมายรับรอง ประวัติการทำงานจากที่ทำงานเก่า
“อยู่กับสิ่งที่มี ไม่ใช่สิ่งที่ฝัน แล้วทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด”
Tuesday, December 10, 2013
New year Resolution
New year Resolution (Draft) ปี 2557/2014
ป.ล. แค่ร่างนะครับ
กลุ่มที่คิดว่าจะทำแน่ๆ ทำได้แน่ๆ และทดลองทำเลย
- ตื่นแบบไม่กด Snooze แล้วนอนต่อ
- เพื่อสร้างนิสัยที่ดี การวางแผนและทำตามแผน ให้การนอนมีคุณภาพดีขึ้น
- กินกาแฟหวานๆไม่เกินวันละ 1 แก้ว
- ไม่อ้วน
- เลิกซื้อของเพราะความเครียด หรือ ความอยากรู้อยากเห็น
- ของไม่จำเป็นเต็มบ้าน ลองสร้าง toBuy list เก็บไว้ 1-2 วันถ้าเป็นไปได้
- อ่านหนังสือเล่มปรกติ สัปดาห์ละ1เล่ม
- หนังสือที่ยังไม่อ่านเต็มบ้าน ขยันซื้อแต่ไม่ขยันอ่าน
- นั่งสมาธิสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
- ฝึกสมองบ้าง
กลุ่มที่คิดว่า อยากทำแต่ไม่รู้จะกำหนด S.M.A.R.T ยังไง
(Specific Measurable Attainable Realistic Timely) อ่านที่นี่
- เพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย (ฮา)
- วางแผนประจำสัปดาห์/ประจำวันล่วงหน้า
- ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า
- เลิกการเป็นPerfectionist
- สอบทุกอย่างที่สมัครให้ผ่าน
- ทนุบำรุงสุขภาพกาย (เรื่องการกิน การดูแลสุขภาพ การออกกำลังกาย)
- ดืื่มสุราอย่างมีสุนทรียภาพ สันติภาพ ภารดรภาพ
- รักษาความสะอาดให้ดีกว่านี้
- พัฒนาการทำงาน
- พัฒนาทางด้านภาษาที่1 2 3
- พัฒนาแนวทางการหารายได้
- พัฒนาความสัมพันธ์
- กำหนดแผนแม่บทอุปกรณ์IT
- ลงทุนอสังหาริมทรัพย์ซัก1แห่ง
- จัดห้อง
- รู้จักคนใหม่ๆ หางานอดิเรกใหม่ๆ เข้าสังคมใหม่ๆ
- กำหนดเป้าหมายชีวิต
- รู้จักตนเอง
มีข้อคิดเห็นหรือเสนอแนะอะไร comment ด้านล่างนะครับ :D
Saturday, December 7, 2013
Change
อยากเปลี่ยนผลลัพธ์ต้องเปลี่ยนการกระทำ
อยากเปลี่ยนการกระทำต้องเปลี่ยนแนวคิด
อยากเปลี่ยนแนวคิดต้องตั้งมั่น
Monday, December 2, 2013
ลดดอกเบี้ยไทย พ.ย. 2556
คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ให้ลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 2.50% เป็น 2.25% นั้นผิดความคาดหมายนักวิเคราะห์เกือบทุกคน เดิมทีกนง.ส่งสัญญาณมาโดยตลอดว่าเศรษฐกิจชะลอตัวลงในไตรมาส 1และ 2 เพราะเศรษฐกิจร้อนแรงมากในไตรมาส 4 ของปีที่แล้วและเศรษฐกิจจะต้องฟื้นตัวอย่างแน่นอนในครึ่งหลังของปีนี้และอาจร้อนแรงเกินไปด้วยซ้ำ จึงจะไม่ยอมลดดอกเบี้ยแน่นอนและเตรียมตัวปรับดอกเบี้ยขึ้นด้วยซ้ำ
หากพิจารณาจากสาระของแถลงการณ์ของกนง.ก็จะเห็นว่าเสียงส่วนใหญ่ (6 ต่อ1) ให้เหตุผลการลดดอกเบี้ยดังต่อไปนี้
1. เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกว่าคาดในไตรมาส 3 โดยเป็นการอ่อนตัวของทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ
2. การส่งออกไม่ฟื้นตัว
3. เมื่อมองไปข้างหน้าก็เห็นว่า “เศรษฐกิจมีความเสี่ยงมากขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง
4. เงินเฟ้อต่ำและสินเชื่อภาคเอกชนขยายตัวชะลอลง
ประเด็นน่าสนใจ
ราคาหุ้นไม่ได้ปรับลดลงมากนัก แสดงว่านักลงทุนไม่ได้เป็นห่วงเรื่องการเมืองหรือมีบ้างแต่ไม่มาก หลายคนพยายามถามว่าปัญหาการเมืองครั้งนี้ใกล้ถึงจุดขัดแย้งสูงสุดแล้วหรือยัง โดยเชื่อว่าอีกไม่นานคงจะมีทางออก ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็ควรหาจังหวะกลับเข้ามาลงทุนได้
การปรับลดดอกเบี้ยน่าจะมีผลประโยชน์บ้างในทางอ้อมกับเศรษฐกิจไทยดังนี้
1. เมื่อลดดอกเบี้ยลงก็น่าจะส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก ซึ่งจะเป็นประโยชน์บ้างในการช่วยกระตุ้นการส่งออกสุทธิ (คือเพิ่มการส่งออกและลดการนำเข้า) ซึ่งจะช่วยเพิ่มจีดีพี
2. การลดดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นดอกเบี้ยระยะสั้นในช่วงที่เงินเฟ้ออยู่ที่ระดับต่ำมาก (เช่นปัจจุบัน) น่าจะช่วยให้ดอกเบี้ยระยะยาวปรับลดลงไปด้วย อันจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินและเพิ่มราคาสินทรัพย์
สุดท้าย การปรับลดดอกเบี้ยมากเกินไปก็อาจทำให้เงินบาทอ่อนค่ามากจนกระทั่งเงินเฟ้อปรับตัวเพิ่มขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินไหลออกอย่างรวดเร็วในปีหน้าเมื่อธนาคารกลางสหรัฐเริ่มลดทอนคิวอี ดังนั้น ผมจึงเชื่อว่ากนง.คงจะต้องคิดหนักมากหากจะลดดอกเบี้ยนโยบายอีกในอนาคต
ย่อความจากคณะกรรมการนโยบายการเงินหักปากกานักวิเคราะห์ โดย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ 2/12/2013
Sunday, December 1, 2013
What is ALM?
จริงๆแล้วธนาคารส่วนใหญ่ไม่ได้ล้มเพราะขาดทุนจากการลงทุน แต่ขาดทุนเวลาที่มหาชนตื่นตระหนกมาถอนเงิน แล้วไม่มีสภาพคล่องให้คนถอนเงินได้
Thursday, November 21, 2013
บรรยากาศในการทำงาน
เวลาเห็นนักเขียนที่สามารถเลือกสถานที่ทำงานตามร้านกาแฟที่ชอบได้ โดยเลือกร้านที่มีคุณสมบัติตามต้องการ เช่น
ชงกาแฟเข้ม/อ่อนถูกใจ
มีบรรยากาศที่ดี
ทำเลเดินทางสะดวกตามแนวทางการเดินทาง เช่น ติด BTS/MRT หรือ มีที่จอดรถ
Free Wifi หรือ มีปลั๊กไฟ
มีอาหารคาวหวานบริการ
ช่วงราคาที่เหมาะสม
อ่านแล้วชีวิตมนุษย์เงินเดือนรู้สึกอิจฉา เพราะเหมือนจะไม่มีทางเลือกมากนัก สำหรับมนุษย์เงินเดือน
- เบื่อก็เปลี่ยนที่นั่งไม่ได้
- เปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวไม่ได้
- เลือกอาหารหรือราคากาแฟได้ค่อนข้างจำกัด
- เลือกที่จอดรถหรือการเดินทางไม่ได้
โดยส่วนตัวบรรยากาศในที่ทำงานก็พอรับได้ สิ่งที่ชอบคือ ขอ Space เก็บของเยอะๆ เพราะเอกสารเยอะ ของส่วนตัวเยอะ ชอบสะสมของ กับเบื่อง่าย หิวง่าย เลยต้องการที่ทำงานที่มีของกินโดยรอบบ้างหน่อย อาหารกลางวันมีทางเลือกสูง หลายระดับราคา ถูกบ้างแพงบ้างผสมกัน
![]() |
| ตอนมาจัดโต๊ะทำงานวันเสาร์ |
![]() |
| บางส่วนของ ของตกแต่ง บนโต๊ะ (ชอบสีเขียว?) |
![]() |
| ท่าทางการทำงานตามปรกติ (หรอ) |
ปัญหาที่มีนิดหน่อย คือ บางช่วงของเวลาทำงาน ต้องการความเงียบ สมาธิ แล้วโต๊ะที่ทำงานค่อนข้างหนวกหู เสียงคนคุยกัน คนเดินผ่าน สุดท้ายทางออก ก็จำเป็นต้อง ยอมทำงานหลังเลิกงานที่คนอื่นกลับบ้านไปแล้ว เพราะด้วยตัวงานเอง ก็ไม่สะดวก และไม่เหมาะสม ที่จะหอบงานที่เป็นความลับบริษัทกลับไปทำงานที่บ้าน นั่งทำงานเงียบๆคนเดียวตอนเย็นสะดวกกว่า
ชีวิตคนเรา ทุกทางเลือก มันคือการยอมรับข้อดีข้อเสียของบางสิ่งบางอย่างนะครับ
แถม....
![]() |
| คอสเพลย์ช่วงน้ำท่วม เป็นมาริโอ้ตอนกินเห็ดแล้ว |
Friday, November 8, 2013
Money VS Happyness
- มีเงินมากขึ้น ความสุขก็มีมากขึ้น
- ช่วงแรก ยิ่งมีเงินเพิ่มขึ้น ความสุขก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- ช่วงหลังๆ มีเงินมากขึ้นหน่อย ความสุขยิ่งไม่แยกต่าง
Wednesday, November 6, 2013
unfair coin
เราจะมีวิธีการอย่างไรที่จะทำไปใช้ทอยให้ได้ 50/50
ก็ไม่ยาก เช่น
ทอย 2 ครั้งติดกัน เหรียญเดิม
โอกาส การกระทำ
หัว-หัว .36 ทอยใหม่
หัว-ก้อย .24 TRUE
ก้อย-หัว .24 FALSE
ก้อย-ก้อย .16 ทอยใหม่
แม้ว่าบางอย่างในชีวิตจะไม่ Fair เราก็ทำให้มัน Fair ได้บ้างถ้าใช้สมอง
ชีวิตยังไม่สิ้น ก็ต้องดิ้นรนกันไปนะครับ







